닫기

ปกสกู๊ปแนวนอน-Recovered

กระแสชาตินิยมพุ่ง-ศรัทธารัฐบาลฟุบ

 

“รีบยึดอำนาจล้มหมากในเกมกระดานเหลี่ยม สะกัดรัฐบาลพรรคเพื่อไทยยอมใช้แผนที่ 1 ต่อ 200,000 เท่ากับยอมให้ฝ่ายตรงข้ามรุกล้ำอธิปไตยประเทศไทย” “กองทัพประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศรุกรบยึดครองพื้นที่แขมร์ให้ถึงที่สุด อย่าหยุดยิงเด็ดขาดโดยไม่มีไพ่ที่เหนือกว่าในมือเท่ากับแพ้ทันที”

 

เสียงสะท้อนคนไทยบางส่วนที่ชาตินิยมขวาสุดโต่ง ปลุกกองทัพใช้อำนาจเบ็ดเสร็จบริหารราชการแผ่นดินแทนรัฐบาลน.ส.ทองธาร ชินวัตร ที่อยู่ในช่วงหยุดปฏิบัติหน้าที่ ในคดีจริยธรรมร้ายแรงปมคลิปคุยกับลุง อยู่ในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ

 

ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากประเทศไทยและประเทศกัมพูชา ถูก “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ยืนคำขาดให้หยุดยิงแลกเปิดเจรจาปิดจ็อบกำแพงภาษีศุลกากร

 

“ชาติมหาอำนาจใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจ”เป็นกฎเหล็กบังคับ เดิมมักใช้เครื่องมือทางทหารเป็นแบบแผนหลัก” นายสุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง ระบุ

 

ท่ามกลางมีมือดีปล่อยข่าวกล่าวหารัวๆถล่ม “ตระกูลชิน-ตระกูลฮุน” เป็นต้นเหตุจุดชนวนไฟสงคราม แต่ยังมีบางส่วนโยนบาปให้สองตระกูลว่าฮั้วกัน
เอาเป็นว่าสถานการณ์สงครามตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 68 ลากยาวมาถึงวันนี้ มันบานปลายจนสะเทือนต่ออำนาจรัฐบาลเพื่อไทยและบ้านจันทร์ส่องหล้า

 

ขยับตัวทุกกระบวนท่าผิดทุกประตู แม้ในทางการเมืองระหว่างประเทศยังโดนถล่มภาพติดลบ รัฐบาลไม่ทำอะไร ขนาดรมว.ต่างประเทศส่งหนังสือถึงองค์กรสากล ในนามองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ และข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

 

แจ้งยิบกรณีกัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มต้นเปิดฉากสาดกระสุนตามแนวชายแดนโจมตีฝ่ายไทยก่อน โดยไม่เลือกเป้าหมาย พลเรือนบาดเจ็บ เสียชีวิตจำนนวนมาก ละเมิดกฎหมายระหว่างประประเทศ เข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม

 

เช่นเดียวกับโลกโซเชียลเดือดระอุไม่แพ้กัน เปิดสงครามไซเบอร์เต็มรูปแบบ แฮกเกอร์กัมพูชาโจมตีทางไซเบอร์ฝ่ายไทย แฮกเกอร์ฝ่ายไทยสุดดุเอาคืนแบบสาสม


ล่อกันทุกรูปแบบไม่เว้นมีเพจที่อ้างเป็นสถานทูตกัมพูชาประจำบัลแกเรีย ลงภาพประจานไทยใช้อาวุธเคมี แต่ข้อเท็จจจริงเป็นภาพตัดต่อนำเครื่องบินขนสารเคมีดับไฟของไทยมาประกอบฉาก

 

ล่าสุดรัฐบาลไทยได้รับคำเชิญจาก “อันวาร์ อิบราฮิม” นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ประธานอาเซียน เป็นตัวกลางหารือสันติภาพภูมิภาคอาเซียน 28 ก.ค. 68
โดยทีมไทยแลนด์ มีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและรมว.มหาดไทย นำทีมจับเข่าคุยกับ “ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา

 

พร้อมสยบข่าวการเจรจาครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับที่ไทยยอมใช้แผนที่ 1ต่อ 200,000 เป็นเงื่อนไขให้กัมพูชาหยุดยิง โฆษกรัฐบาลยืนยันรัฐบาลไทยยึดแผนที่ 1ต่อ 50,000 มาโดยตลอด

 

ผลการเจรจานัดพิเศษครั้งนี้ชาวโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสหรัฐฯรู้ดีว่าเกมนี้ปล่อยมือไม่ได้ เพราะจีนแม้ประกาศบนโต๊ะยืนยันวางตัวเป็นกลาง แต่เกมใต้ดินรู้กันดีว่าจีนสั่งซ้ายหันขวาหันกัมพูชาได้ตลอด24ชั่วโมง

 

เห็นภาพชัดการเมืองในอาเซียนจีนเปิดสงครามตัวแทนใช้กัมพูชาเป็นหมากเดินต่อกรกับชาติอาเซียน และสหรัฐฯที่เร่งขยายอำนาจมาภูมิภาคนี้ประชันกับจีนชนิดหมัดต่อหมัด

 

ขณะที่ผู้กุมอำนาจรัฐไทยในยามจังหวะที่ขบวนการชาตินิยมสุดโต่ง ปั่นกระแสติดลมบนแล้ว เตรียมเคลื่อนพลกำราบกัมพูชาต่ออีกยก ตามสิทธิป้องกันตนเอง(Self defense) ให้เกิดความปลอดภัยต่อประชาชนและทหาร เดินตามกฎบัตรสหประชาชาติ

 

โดยโต้ตอบในลักษณะที่จำกัดเฉพาะเป้าหมายทางทหาร หวังขจัดภัยคุกคามจากกัมพูชา ปกป้อง การรุกล้ำอธิปไตยบนแผ่นดินไทย พร้อมยึดหลักมนุษยธรรมแยกแยะชั่วดีถี่ห่าง เน้นเป้าที่ต้นเหตุผู้รุกรานคือผู้นำกัมพูชา ไม่ได้เป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชน 2 ประเทศ

 

แต่เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมกองทัพเตรียมหยุดสงครามอย่างไร โดยที่ต้องถ่วงดุลสองชาติมหาอำนาจ และบริหารราชการแผ่นดิน ภายใต้รัฐบาลเพื่อไทยที่หมดศักยภาพลงทุกวัน

 

#มะม่วง แปดริ้ว