ครม.ใต้เงาจันทร์ ทิ้งอุดมการณ์ เดิมพันฟื้นเศรษฐกิจ
ครม.ใต้เงาจันทร์ ทิ้งอุดมการณ์ เดิมพันฟื้นเศรษฐกิจ
โฉมหน้าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ “ครม.อิ๊งค์ 1” ภายใต้การนำของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย ส่วนใหญ่กว่า 20 คน ล้วนแล้วแต่เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลเศรษฐา “นายกฯนิด”มาก่อน จึงไม่ค่อยหรูหราหมาเห่า
โดยเฉพาะรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ แค่“เหล้าเก่าในขวดใหม่” ไม่ได้สร้างความฮือฮากระชากความเชื่อมั่นจากภาคเอกชน นักลงทุน สักเท่าไหร่ ทั้งๆที่ธงปักหลักชัยของรัฐบาลชุดนี้ คือการแก้โจทย์ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องประชาชนที่กำลังย่ำแย่
แต่ก็เข้าใจได้ระดับหนึ่งว่า พรรคเพื่อไทยพรรคแกนนำรัฐบาล ที่มี“นายใหญ่บ้านจันทร์”ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นคอนดักเตอร์ กำลังเจอมรสุม“นิติสงคราม”ไล่ถล่มไม่หยุดยั้ง ต้องเปลี่ยนแม่ทัพกลางศึก สลับตัวผู้นำด้วยความจำเป็น ไม่ได้วางแผนอะไรล่วงหน้ามากนัก
โฉมหน้าครม.เศรษฐกิจ “เหล้าเก่าในขวดใหม่” สาเหตุที่ไม่คิดว่าต้องปรับอะไรมากนัก เป็นเพราะว่า “นายใหญ่ทักษิณ” คือหัวหน้าทีมตัวจริงอยู่แล้ว จะเอาคนเก่ง คนดังมานั่งทำงาน เดี๋ยวเจอปัญหาอีโก้สูง สั่งไม่ได้ขัดแย้งกันอีก ฉะนั้นเอาคนทำเป็น สั่งได้ งานไม่สะดุด แค่นั้นพอ
อีกปัจจัยสำคัญคือมาตรฐานจริยธรรมบรรทัดฐานใหม่ของศาลรัฐธรรมนูญ รัฐมนตรีต้องเป็นคนดีไม่มีประวัติชั่วทำตัวเสื่อมทราม ฉะนั้นก็เอาคนเดิมๆเป็นหลักไว้ก่อน เลือกมากเลือกเยอะเสียเวลฃาคัดกรองประวัติ
สรุปภาพรวม“ครม.อิ๊งค์ 1” ไม่หวือหวาแต่ก็ไม่น่าเกลียด
แต่ที่คนนินทาหมาดูถูก โดยเฉพาะสาวก แฟนคลับ คือการนำพรรคประชาธิปัตย์มาร่วมรัฐบาล ด้วยเหตุผลปลอมๆ เพื่อความสมานฉันท์ปรองดอง ฟังแล้วอยากอุดหู
เป็นไปตามคาด“หัวหน้าต่อ”เฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็นรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม “เลขาฯชาย”เดชอิศม์ ขาวทอง เป็นรมช.สาธารณสุข เข้ามาร่วมรัฐบาลด้วยความกระเหี้ยนกระหือรือ แต่แอบเห็นน้ำลายไหล
ทำร้ายจิตใจแฟนคลับสองฝ่ายอย่างร้ายกาจ การเมืองไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวร แล้วตอนปลุกปั่นประชาชนลงถนนให้ออกมาชุมนุม จนเจ็บ ตายไปมากมาย เพื่อไล่รัฐบาลเพื่อไทย รัฐบาลประชาธิปัตย์ มันเป็นเพียงละครฉากหนึ่งบนเกมการเมืองอย่างนั้นหรือ หลายชีวิตที่เสียไป หลายชีวิตที่เจ็บตัว ไม่เจ็บใจเท่ากับการทรยศหักหลังของพรรคการเมืองที่ตนเองเทิดทูนบูชา
แค่นั้นยังทำระยำใจกันไม่ รัฐบาลเพื่อไทยเปิดทางให้พรรครวมไทยสร้างชาติส่งรัฐมนตรีป้ายแดงแสลงใจมาอีก 2 ราย คืออดีตแกนนำกปปส.“ขิง”เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ในตำแหน่งรมว.อุตสาหกรรม และ“บิ๊กเล็ก” พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เป็นรมช.กลาโหม นายทหารผู้นี้คือทีมงานคสช.คนสนิท“บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ
ไม่เหลือแล้วจุดยืน อุดมการณ์ประชาธิปไตย ทุ่มหมดหน้าตักเดิมพันกับการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจ เพื่อไทยทำแบบนี้คือตัดสินใจชัดเจนแล้ว คำตอบสุดท้ายจะได้คุ้มเสียหรือไม่ต้องรอดูอีก 3 ปี
ถือเป็นการวัดน้ำยา“นายใหญ่ทักษิณ” ว่าเป็นของแท้ทนทาน หรือแค่สิ่งของตกยุค ภาวะเศรษฐกิจชีวิตความเป็นอยู่คนไทยคือคำตอบเดียวที่เป็นตัวตัดสิน
แต่เส้นทางของ“นายกฯอิ๊งค์” กล่องดวงใจนายใหญ่” ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เต็มไปด้วยตะปูเรือใบ ยังไม่ทันไรก็เจอระบบ“โซตัส”รับน้องใหม่จากบรรดานักร้อง หาเหลี่ยมมุมจับผิด ยื่นร้ององค์กรอิสระตามสูตร ท่ามกลางเสียงนินทาหมาดูถูก ตุลาการภิวัฒน์รัฐประหารเงียบ ด้วยรูปแบบวิธีการเดิม คนก็หน้าเดิมๆ รู้ไส้กันหมดประเทศแล้ว แต่ก็ไม่แยแส ทำต่อไปไม่แคร์สายตาประชาชน
น่าสนใจจับตา“ทีมงานบ้านป่า” ที่นำโดย“ลุงหยุมหัวทรงอย่างแบด”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่วันนี้ต้องไปเป็นฝ่ายค้านอย่างจำใจ จะเดินหมากต่อไปยังไง แต่คงไม่ปล่อยให้ความแค้มสุมอก เตรียมระบายใส่นายใหญ่และรัฐบาลแพทองธาร จ่อตั้งศูนย์บัญชาการใหญ่ที่บ้านป่ารอยต่อ ทราบแล้วเปลี่ยน
มองสถานการณ์วันนี้รัฐบาลเพิ่งเริ่มงาน คลื่นลมยังสงบราบเรียบ สามารถนำรัฐนาวาบริหารประเทศไปได้ราบรื่นด้วยอำนาจที่แทบจะเบ็ดเสร็จ แต่เมื่อใดก็ตามที่รัฐบาล “นายหญิง” หรือ “นายใหญ่”เพลี่ยงพล้ำก้าวพลาด
เมื่อนั้นสหบาทามาเต็ม รุมยำยับเยินแน่นอน แม้แต่พรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน รวมไทยสร้างชาติ ประชาธิปัตย์ ถามว่าไว้ใจได้หรือ ผลประโยชน์ขัดกันเมื่อไหร่ก็บรรลัยเกิด ทุกวันนี้มาร่วมรัฐบาลโดยสวมหน้ากาก มีดไพล่หลัง
z-z1603487247937.jpg)