닫기

ปกสกู๊ปแนวนอน

คณะกรรมการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มีนายกฯอิ๊งค์ เป็นประธาน ฟันธงแล้ว จะแจกเงิน ดิจิทัล เฟสที่ 3 ให้ กลุ่มคนทั่วไปที่ เป็นวัยรุ่น อายุ 16-20 ปี ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเอาไว้ เป็นจำนวน 2.7 ล้านคน เป็นเงินงบประมาณคราวๆ 2.7หมื่นล้าน จากงบประมาณในโครงการนี้ ที่เหลืออยู่ ประมาณ 1.5 แสนล้าน

ส่วน กลุ่มอายุตั้งแต่ 21-59 ปี ที่เข้าร่วมโครงการจะเหลืออยู่ ประมาณ 20 ล้านคน นั้นหมายถึงว่างบประมาณ ที่เหลืออยู่อีก 1.5 แสนล้าน ที่จะต้องดำเนินการให้เรียบร้อย ภายในปี งบประมาณ2568. รัฐบาล ยืนยันว่าจะจ่ายเงินดิจิทัล ได้ในไตรมาสที่สองต่อไตรมาสที่สาม คืออยู่ในช่วงประมาณ กลางปี

แสดงว่า กลุ่มประชาชนทั่วไปที่เหลืออีก 20 ล้านคน อาจจะได้รับเงินจากโครงการนี้ หรือ ไม่ได้รับทันปีนี้ เนื่องจากกรอบเวลาในการใช้งบประมาณ และจำนวนเงินงบประมาณที่ไม่เพียงพอ

จุดประสงค์ของโครงการคือการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ เพิ่มกำลังซื้อ แต่ผลของ การดำเนินการ ที่ผ่านมาในเพส 1-2ไม่ปรากฏผลทางเศรษฐศาสตร์ว่า มีการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในลักษณะที่กระจายไปตามพื้นที่ทั่วประเทศ แต่มากระจุกอยู่กับ จุดใดจุดหนึ่ง เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ห้างขายปลีกขายส่ง แทนที่เงินจะลงไปยังร้านค้าย่อย ทำให้ร้านค้าย่อยมีเงินหมุนเวียนที่จะสั่งสินค้ามาจำหน่าย ทำให้เงินหมุนในระบบเศรษฐกิจหลายรอบ ก็หมุนแค่รอบเดียวแล้วจบ

ทำให้เส้นกราฟการใช้จ่ายภาคประชาชน ยังเป็นเส้นตรงในระนาบเดียว ไม่มีแนวโน้มที่จะแสดงให้เห็นว่า จะทำให้ จีดีพี โตได้ตามเป้าร้อยละ 3-3.5 อย่างที่รัฐบาลคุยเอาไว้

นอกจากนี้ ที่รองนายกฯ และรมว.คลัง พิชัย ชุณหวชิร แสดงความเห็นว่า จะเป็นการวางรากฐานของการเงินการคลังดิจิทัลในอนาคต ที่หมายถึงเศรษฐกิจดิจิทัล การใช้จ่ายเงิน ดิจิทัล แทนเงินสด เป็นคุณประโยชน์กับประเทศอย่างมหาศาล เปลี่ยนเป้าหมายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจแบบทันทีทันใด

รมว.คลัง อาจตกหล่น ด้านข้อมูล การดำรงชีวิตของชาวบ้านในปัจจุบัน ที่ไม่มีใครใช้เงินสดกันแล้ว ร้านอาหาร ร้านค้า ทั่วไป บางร้าน ขึ้นป้ายไม่รับเงินสด รับแต่สแกนจ่ายเท่านั้น

ดังนั้น คนทุกรุ่นทุกวัย หันมาใช้ระบบ สแกนจ่ายกันหมด ไม่เฉพาะคนที่มีอายุ 16-20ปี ดีไม่ดี การใช้เงินระบบดิจิทัลของภาคประชาชน ก้าวหน้า ไปกว่า ภาครัฐ หลายขุม

การที่รัฐ ระบุว่า จะเป็นการควบคุมการใช้จ่าย ตามเงื่อนไข คือ ใช้ในพื้นที่ที่กำหนด ตามโซนบัตรประชาชน หรือ สินค้า ที่สามารถใช้เงินดิจิทัล จ่ายได้เท่านั้น จะไปซื้อสินค้า นอกเหนือ ไปจากนี้ไม่ได้จะเปิดให้ ใช้กับ ร้านขนาดเล็กก่อน

ข้อแรก มีเครื่องมืออะไร ควบคุม และระบุว่า ซื้อสินค้าประเภทใด หรือถึงจะต้องใช้เวลาในการตรวจสอบกี่โมง กว่า ถั่วจะสุกงาก็ไหม้ แล้ว ระบบการตรวจสอบกลับ ยกตัวอย่างจากระบบพร้อมเพย์ แค่ 1 รายการ ต้องใช้เวลา ไม่ต่ำกว่า 1 สัปดาห์ ถึงตอนนั้น จะไปจับมือใครดม จำนวน 2.7 ล้านคน การตรวจสอบไม่ใช่เรื่องง่ายคงได้วุ่นวายดีพิลึก

ที่ต้องตั้งเป็นข้อสังเกต ก็คือ ถ้า รัฐ ต้องการจะกระตุ้นเศรษฐกิจจริง ผลของการดำเนินโครงการ จะอยู่ที่ปลายน้ำ ไม่ใช่อยู่ที่ว่า จะแจกเป็นเงินสดหรือเงินดิจิทัล

สมมุติ ถ้า เอา เงินจำนวนนี้ หลายแสนล้าน ไปสนับสนุน ลดราคาสินค้า หรือร้านค้าที่ร่วมรายการ และตรงตามเงือนไขตามที่รัฐบาล ต้องการ จะควบคุมได้มีประสิทธิภาพกว่ามาก เป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

ปัจจุบันมีใครบ้าง ที่ ไปซื้อสินค้า ร้านค้าขนาดเล็ก ในเมื่อร้านสะดวกซื้อที่มีสินค้าให้เลือกมากกว่า ราคาถูกกว่า หาได้ทุกหัวระแหงของประเทศไทย เงินทองไหลมาเทมาเข้าร้านค้าขนาดใหญ่หมด เงินกระจุกไม่มีกระจายไปตามพื้นที่เป้าหมายร้านค้าเล็กๆในชุมชนหมู่บ้าน

และ คนที่มีอายุ 16-20 ปี มีพฤติกรรมการใช้จ่าย ที่สมวัย คงไม่ไปขวานขวายหา กะปิ น้ำปลา ข้าวสาร มาเก็บไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ได้ กินข้าวแกงข้างถนน แต่เป็นร้าน อาหารแบรนด์ต่างๆในห้างติดแอร์

ร้านเกม โทรศัพท์มือถือ เสื้อผ้า กระเป๋าแบรนด์เนม คือเป้าหมาย จะให้ไปใช้จ่ายในร้านเล็กๆตามหมู่บ้านชนบท ในเขตพื้นที่ น่าจะเป็นการมโนเอาล่วงหน้า กระสุนด้านซ้ำซาก

#นักข่าวเก่าเล่าเรื่อง