คนรุ่นใหม่ทำไมมีเซ็กซ์ช้าลง-ไม่อยากมีลูก อัตราเกิดวิกฤต
คนรุ่นใหม่ ทำไมมี Sex ช้าลง แต่งงานช้า และไม่อยากมีลูกจนอัตราการเกิดวิกฤต?
หากลองไปดูตัวเลขสถิติทางสังคมศาสตร์ทั่วโลกในปัจจุบัน จะพบเทรนด์หนึ่งที่น่าสนใจมาก นั่นคือ "คนรุ่นใหม่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกช้าลง มีเซ็กซ์น้อยลง และตัดสินใจไม่มีบุตรสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์" จนส่งผลให้อัตราการเกิดดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง อะไรคือแรงขับเคลื่อนที่ทำให้มุมมองเรื่องความรักและครอบครัวของคนยุคนี้เปลี่ยนไป? เราสรุป 3 สาเหตุหลักมาให้แล้ว
3 ปัจจัยขับเคลื่อนเทรนด์ "โสด นาน มีลูกช้า"
เศรษฐกิจปากท้องต้องมาก่อน (Economic Pressure): ปัจจัยข้อแรกที่ใหญ่ที่สุดคือ "ค่าครองชีพ" คนรุ่นใหม่มองว่าการสร้างรากฐานชีวิตของตัวเองในปัจจุบันทำได้ยากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็ก 1 คนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพนั้นสูงมาก หลายคนจึงเลือกที่จะ "ไม่มีลูก" หากยังไม่พร้อมซัพพอร์ตอย่างเต็มที่
นิยามความสุขที่เปลี่ยนไป (Individualism & Freedom): ค่านิยมที่ว่า "ต้องแต่งงานมีลูกถึงจะประสบความสำเร็จ" เริ่มจางหายไป ยุคนี้ผู้คนให้คุณค่ากับความสำเร็จในหน้าที่การงาน (Career) การท่องเที่ยว และการมีเวลาว่างให้ตัวเอง การมีครอบครัวจึงไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดอีกต่อไป
ความบันเทิงทางเลือกและเซฟโซน (Digital Distractions): เทคโนโลยีและโลกโซเชียลมีเดียทำให้คนเรามีกิจกรรมความบันเทิงมากมาย การพบปะผู้คนในชีวิตจริงน้อยลง ประกอบกับการตระหนักรู้เรื่องความปลอดภัยและความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (Toxic Relationship) ทำให้คนรุ่นใหม่เลือกที่จะ "โสดอย่างมีคุณภาพ" มากกว่าการรีบมีคู่
ปรากฏการณ์มีเซ็กซ์ช้าลงและอัตราการเกิดที่ลดลง จึงไม่ใช่แค่เรื่องของอารมณ์ทางเพศ แต่เป็นภาพสะท้อนของ "ความรับผิดชอบและความกังวลต่ออนาคต" ที่คนรุ่นใหม่มีต่อสภาพสังคมในปัจจุบันนั่นเอง
คุณคิดเห็นอย่างไรกับเทรนด์นี้? ระหว่าง "การใช้ชีวิตโสดแบบอิสระ" กับ "การสร้างครอบครัวมีลูก" ในยุคนี้ แบบไหนตอบโจทย์ความสุขของคุณมากกว่ากัน? มาร่วมคอมเมนต์แลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลย
z-z1603487247937.jpg)