닫기

ปกข่าวไลน์ใหม่เว็บcopy

ที่ปรึกษา รมว.ทส. เผย ”เฉลิมชัย” สั่งกำชับ ทส.เร่งแก้ปัญหา “ปลาหมอคางดำ” เข้มข้น พ่วงให้ประสานประมง-ส่วนท้องถิ่น ควบคุม-กำจัดต่อเนื่อง พร้อมติดตามประเมินผลใกล้ชิด 


เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2567  นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทปษ.รมว.ทส.)เปิดเผยถึงปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่ยังส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อมไทยในขณะนี้ว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.ทส. และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้สั่งการให้หน่วยงานของกระทรวง ทส.ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย อาทิ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เป็นต้น เร่งแก้ไขปัญหานี้ ตั้งแต่วันแรกที่รับตำแหน่ง โดยให้สำรวจติดตามการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำในระบบนิเวศ ทั้งที่เป็นพื้นที่ในความรับผิดชอบของ ทส. และใกล้เคียง พร้อมเฝ้าระวังผลกระทบที่เกิดขึ้น และยังได้ให้ดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานอื่น เช่น กรมประมง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด ในการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง


”ในส่วนของ ทส. เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำให้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นายเฉลิมชัยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทส. เร่งดำเนินการตามมาตรการ และแนวทางปฏิบัติตามข้อสั่งการอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการจัดทำแผนการบริหารจัดการที่มีการกำหนดมาตรการในการป้องกัน ควบคุม กำจัด สำรวจ และติดตามตรวจสอบการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำ ในเขตพื้นที่อนุรักษ์ตามกฎหมาย พื้นที่ที่มีแนวเขตติดต่อกับพื้นที่อนุรักษ์ และพื้นที่ที่มีระบบนิเวศที่เปราะบางและมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง รวมถึงส่งเสริมสนับสนุนการศึกษา วิจัยการจัดการปลาหมอคางดำ โดยวิธีที่เหมาะสม และการกำหนดให้มีการติดตามตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงาน พร้อมทั้งรายงานความคืบหน้ามายัง รมว.ทส. อย่างต่อเนื่อง“ นายอภิชาต กล่าว



ที่ปรึกษา รมว.ทส. กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ ขณะที่นายเฉลิมชัยเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ในปี พ.ศ. 2564 ได้ออกประกาศให้ปลาหมอคางดำ เป็นสัตว์น้ำที่ห้ามเลี้ยงในราชอาณาจักร เพื่อช่วยลดปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่นที่หลุดรอดเข้ามาแพร่พันธุ์และสร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร  ซึ่งในปี 2561 กรมประมงได้ออกประกาศห้ามมิให้นำเข้า ส่งออก นำผ่าน หรือเพาะเลี้ยง ปลาหมอคางดำ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมประมง หรือเป็นผู้ซึ่งอธิบดีกรมประมงมอบหมาย ซึ่งหากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิดหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรการนี้ยังคงดำเนินมาโดยตลอด