“ภูมิธรรม” เผย แม่ทัพภาค 2 สั่งปิดด่านได้ทันที หากประกาศกฎอัยการศึก
โพสต์เมื่อ : 5 มิ.ย 2568 เวลา 9:34 น.
“ภูมิธรรม” เผย แม่ทัพภาค 2 สั่งปิดด่านได้ทันที หากประกาศกฎอัยการศึก ขออย่าบิดเบือนข่าวสถานการณ์ชายแดน ไทย-กัมพูชา ชี้ กัมพูชา ละเมิด ข้อ 5 รอ JBC ตัดสิน ยัน กองทัพเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์
เวลา 09.00 น. วันที่ 5 มิ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังลงพื้นที่ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวานนี้ว่า ได้ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ในเขตช่องบก และได้เยี่ยมที่เนินห้าร้อย ซึ่งเป็นแนวหลังของส่วนหน้า โดยเมื่อไปถึงก็ได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 และตนคิดว่า ข้อมูลที่ออกมาในปัจจุบันบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงเยอะ ฉะนั้นจึงอยากให้ระมัดระวังในเรื่องข้อมูลข่าวสาร เช่น เรื่อง การขุดเจอระเบิด ทางกองทัพยืนยันว่า ยังไม่เคยมีทุ่นระเบิดรุกล้ำเข้ามา ภาพนี้เป็นภาพเก่า เจอที่ฝั่งขวาของปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นเขตที่มีทุ่นระเบิดที่เราตรวจค้นและจะจับอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อมีข่าวออกมาว่า ขุดเจอทุ่นระเบิด แล้วเรายังนิ่งอยู่ ถือเป็นการสร้างความสับสนและทำลายความศรัทธาของประชาชน ซึ่งไม่เป็นผลดีเลย และในเรื่องปิดด่าน ซึ่งได้มีการเสนอมาว่า ให้เป็นมาตรการต่อไป หากการเจรจา JBC ไม่สำร็จ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่ถูกบิดเบือนไป ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยเราเห็นพ้องต้องกันอยู่แล้วในเรื่องของการปิดด่าน เพราะเราพูดตั้งแต่ต้นว่า เราเดินด้วยแนวทางสันติ และจะเพิ่มจากเบาไปหาหนัก โดยมีการประเมินเหตุการณ์ร่วมกัน
ส่วนอีกกกรณี คือ การเอาไปโพสต์ บางคนเป็นถึงระดับกรรมการบริหารพรรค โฆษกพรรค ก็เอาไปโพสต์ในกลุ่มไลน์ต่าง ๆ ซึ่งเรื้องนี้ไม่เป็นผลดีกับการให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ และเป็นถึงกรรมการบริหารก็ควรจะระมัดระวัง ตนคิดว่า พรรคฝ่ายค้านต้องมีสติ วันนี้เราต้องการความร่วมมือกัน และข้อเสนอแนะก็เป็นสิ่งที่เสนอได้ แต่ไม่ใช่การเอาเฟคนิวส์ ไปเผยแพร่ในโซเชียล ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ รวมถึงกระแสข่าวที่จะมีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยเหล่าทัพประชุมเสร็จ แล้วนายกรัฐมนตรีเรียกประชุมอื่น ทำให้เหล่าทัพรอเก้อ ซึ่งเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง โดยเมื่อวาน ตนได้มีการสั่งการให้ประชุมสมช.ชุดเล็กในการพิจารณาเรื่องนี้ และจะส่งรายงานถึงตนในวันนี้ รวมถึงหากมีการปิดด่าน สมช.ก็จะมีหน้าที่ในการพิจารณาโดยตรง แต่หากมีการประกาศกฎอัยการศึกก็เป็นอำนาจของแม่ทัพภาค 2 ที่สามารถสั่งปิดด่านได้ทันที ฉะนั้น ในการทำงาน เราทำตลอดเวลา แต่ไม่ใช่ว่า เราไม่แสดงอะไรออกมา ตนก็เดินทางพูดคุยกับแต่ละส่วนที่เกี่ยวข้องตลอด ทั้งในและนอกประเทศ ตนอยากให้เข้าใจตรงนี้ให้ตรงกัน และขอความร่วมมือให้ช่วยกัน วันนี้จะออกมาถล่มหรือด่าว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือใครก็ไม่เป็นไร แต่อย่าให้เกิดผลกระทบกับประเทศชาติ และตนเชื่อว่า สื่อมวลชนทุกคนก็มีความรักในประเทศ ก็อาจให้ช่วยระมัดระวังเรื่องเฟคนิวส์ เพราะเมื่อมีข่าวออกมาแต่ละครั้งก็เป็นเรื่องบั่นทอนรัฐบาล
เมื่อถามถึงกรณีในเรื่องที่ทหารกัมพูชาล้ำเขตแดนมา 200 เมตรนั้น นายภูมิธรรม ระบุว่า ทั้งหมดนี้อยู่ในกรณีที่จะให้ JBC จัดการ ปัญหา คือ พื้นที่ชายแดนที่กำหนดให้แต่ละฝ่ายคร่อมกันอยู่ และจุดที่คร่อมกันอยู่กำหนดให้เป็น No Man's Land ก็มีการเข้ามาในจุดนั้น สิ่งนี้เป็นการละเมิดข้อตกลง JBC ข้อ 5 และเราก็มีข้อมูลหลายอย่างที่จะเคลียร์ การที่เราเริ่มต้นจากสันติวิธี เพราะเชื่อว่า JBC จะเป็นคำตอบได้ ถ้าเขาไม่ยอมรับก็จะเป็นปัญหา
เมื่อถามต่อว่า ต้องรอให้ได้ข้อสรุปจาก JBC ก่อน เขาจึงจะถอยไปใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม ระบุว่า ขณะนี้กลไกระหว่างประเทศ อย่างของเราตามชายแดนจะมีการพูดคุยกันทุกระดับ แต่เรื่องนี้ เมื่อเกิดความขัดแย้งตั้งแต่ปี 2554 และได้ยุติสงครามการสู้รบกัน โดยใช้กลไก JBC เข้ามา ถือว่า เป็นกลไกที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยอมรับว่า ให้เป็นอย่างนี้ วันนี้เราต้องการเพียงให้ยืนยันตามกลไก JBC ซึ่งจุดที่เขาเข้ามาในตอนนี้ คือ จุดที่เป็น No Man's Land ซึ่งยังไม่มีการตกลงกันว่า เป็นของใคร โดยแม่ทัพภาค 2 บอกว่า หลังเกิดเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม เราก็ถอยมาอยู่ในที่ของเรา แต่เขาไม่ยอมถอยไป ซึ่งเป็นการรุกล้ำ ละเมิดข้อตกลง แต่ยังไม่บุกแผ่นดินไทย โดยในวันที่ 14 มิถุนายน จะมีความชัดเจนตามกลไก ฉะนั้น อยากให้เข้าใจว่า เราไม่ได้ยอมใคร แต่เราเริ่มต้นจากสันติและเริ่มต้นจากการใช้กลไกระหว่างประเทศที่มีทั้งหมดในการแก้ปัญหา ตนไม่ว่า หากจะเอาเรื่องทั้งหมดมาทำลายเครดิตตน แต่เรื่องของประเทศ ไม่ควรเอาเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้มาใช้ เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองหรือสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้น
ส่วนกรณีที่มีการประชุมที่สิงคโปร์ แล้วกัมพูชานำเรื่องนี้ไปฟ้องในที่ประชุมว่า ไทยยิงทหารเขาเสียชีวิตนั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า ข้อเท็จจริง คือ ในช่วงที่ตน พร้อมด้วยตัวแทนจากประเทศฟิลิปปินส์และเอสโตเนียขึ้นไปพูด เรื่อง การสร้างเครือข่ายในภูมิภาค วันนี้ สงครามกำลังจะเกิด สิ่งที่สำคัญ คือ อาเซียนต้องเป็นหนึ่งเดียว โดยในช่วงซักถาม มีผู้ฟังที่คาดว่า เป็นทหารกัมพูชา ถามตัวแทนจากฟิลิปปินส์ว่า ที่เกิดสถานการณ์ขัดแย้งแล้วมีการยิงกัน ที่ฝ่ายไทยได้ยิงไปนั้นจะทำอย่างไร ซึ่งไม่ใช่การที่ตัวแทนกัมพูชาขึ้นไปพูดบนเวที แต่เป็นการซักถามจากข้างล่างเวที จึงไม่ถือว่า เป็นสาระที่เราต้องไปทำอะไร แต่หากเป็นตัวแทนของกัมพูชา เราก็ต้องมีการประท้วง
เมื่อถามถึงกรณีที่กัมพูชาผิดข้อตกลง JBC ข้อ 5 นั้น ฝ่ายไทยจะมีการตอบโต้หรือลงโทษอย่างไรบ้าง นายภูมิธรรม ระบุว่า ตั้งแต่ที่มีการเผาศาลาตรีมุข เราก็ได้สั่งกองทัพบกให้เตรียมพร้อม เพราะไม่รู้ว่า อะไรจะเกิดขึ้น ฉะนั้น มั่นใจได้ว่า หากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น กองทัพมีความพร้อม และการละเมิดข้อตกลงตรงนี้ต้องไปประชุม JBC ซึ่งในเรื่องที่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งเหล่านี้ เรามีเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่กองกำลังสุรนารียื่นประท้วง ซึ่งพิสูจน์ว่า เราไม่ได้ยอมรับในการเจรจา แม้กระทั่งวันที่ตนส่งผู้บัญชาการทหารบกไปคุยกับผู้บัญชาการทหารบกของกัมพูชา เขาก็ยังยืนยันว่า จุดนั้นเป็นของเขามานานแล้ว แต่เราก็ยืนยันว่า จุดนั้นเป็นจุดที่เราใช้ MOU 2543 ในการแก้ปัญหา และหากการพูดคุย JBC ได้ข้อสรุปที่ดีก็ถือว่าจบ แต่ถ้าไม่จบก็เป็นเรื่องที่เราต้องคิดว่า จะใช้มาตรการอย่างไรดำเนินการต่อ
เมื่อถามต่อว่า ระหว่างนี้ จนถึงวันที่ 14 แต่ละฝ่ายต้องหยุดดำเนินการทุกอย่างหรือไม่ นายภูมิธรรม เผยว่า อันนี้เป็นสิ่งที่ควรจะเป็น แต่เราก็ห้ามใจแต่ละฝ่ายไม่ได้ ฉะนั้น อะไรเกิดขึ้นมาเราก็จะประท้วง และถึงแม้เราจะรอ JBC แต่ในระดับต่าง ๆ ก็พูดคุยกันตลอด แต่ไม่ใช่การคุยแล้วฟังคำสั่งเขา เพราะในความเป็นจริง ในระดับปฏิบัติ เขาเจอกันอยู่แล้ว
z-z1603487247937.jpg)