“รังสิมันต์ โรม” จี้ รัฐบาลอย่าหยุดแค่ปิดด่านชายแดน – ชี้ต้นเหตุอยู่ที่ ‘แก๊งสแกมเมอร์’
โพสต์เมื่อ : 11 ต.ค 2568 เวลา 3:27 น.
“รังสิมันต์ โรม” จี้ รัฐบาลอย่าหยุดแค่ปิดด่านชายแดน – ชี้ต้นเหตุอยู่ที่ ‘แก๊งสแกมเมอร์’ ต้องร่วมกัมพูชากวาดล้างถึงราก ก่อนพูดเรื่องเปิดด่านอีกครั้ง
วันที่ 10 ต.ค.68 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงแสดงจุดยืนต่อกรณีที่กองทัพมีคำสั่งปิดด่านชายแดนไทย–กัมพูชา จนกว่าสถานการณ์ความมั่นคงจะกลับสู่ภาวะปกติ โดยระบุว่า มาตรการดังกล่าวอาจช่วยบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้าได้เพียงระยะสั้น แต่หากกัมพูชายังปล่อยให้ขบวนการ “แก๊งสแกมเมอร์” ระบาดหนักตามแนวชายแดน การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ รวมถึงการค้าชายแดน ก็จะไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้อย่างแท้จริง
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า การปิดด่านชายแดนครั้งนี้เป็นผลจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ ซึ่งแม้จะไม่สำคัญว่า “ใครเริ่มก่อน” แต่สิ่งที่ต้องยอมรับคือ ขณะนี้ด่านชายแดนหลายแห่งปิดลงแล้ว และถือเป็นมาตรการทางเศรษฐกิจที่ฝ่ายไทยใช้เพื่อกดดันให้เกิดการเจรจาระหว่างกัน ทว่าในทางปฏิบัติ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา การพูดคุยเพื่อคลี่คลายปัญหากลับไม่คืบหน้าเท่าที่ควร หลายครั้งมีการโยนประเด็นไปมาระหว่างคณะกรรมการต่าง ๆ โดยไม่เกิดผลเป็นรูปธรรม
“หากไปดูโครงสร้างรายได้ของกัมพูชาในช่วงหลัง จะพบว่า รายได้จำนวนมาก - กว่า 60% - ไม่ได้มาจากภาคการค้าอย่างที่หลายคนคิด แต่กลับมาจากเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ที่แผ่ขยายอยู่ตามแนวชายแดนและในประเทศ ซึ่งนี่แหละคือรากของปัญหา” นายรังสิมันต์ กล่าว
รองหัวหน้าพรรคประชาชนยังเสนอว่า การแก้ไขวิกฤตชายแดนจำเป็นต้องตั้งอยู่บน “หลักการ 3 ประการ” ตามแนวทางของคณะกรรมาธิการร่วมชายแดนไทย - กัมพูชา (GBC) ได้แก่
1. การกวาดล้างทุ่นระเบิดร่วมกัน เพื่อสร้างความปลอดภัยและความไว้วางใจตามแนวชายแดน
2. การถอนอาวุธหนักร่วมกัน เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดทางทหาร
3. การปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ร่วมกัน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของความร่วมมือ
นายรังสิมันต์ระบุว่า หากทั้งสองประเทศสามารถตกลงในหลักการทั้งสามข้อได้อย่างเป็นรูปธรรม จะถือเป็นจุดเริ่มต้นของ “ความจริงใจ” ที่จะนำไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์และการเปิดด่านชายแดนในอนาคต
“ทุกวันนี้เรื่องชายแดนกลายเป็นโจทย์ยาก เพราะเราขาดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ด่านชายแดนไม่ใช่แค่พื้นที่ค้าขาย แต่คือสัญลักษณ์ของมิตรภาพระหว่างประเทศ คุณจะเปิดด่านได้ก็ต่อเมื่ออีกฝั่งเป็นมิตร ไม่ใช่ประเทศที่สร้างปัญหาให้กันและกัน” นายรังสิมันต์ กล่าว พร้อมย้ำว่า การแก้ปัญหาไม่ควรมองเพียงมิติ “เปิดหรือปิดด่าน” แต่ต้องมองให้ครบทุกปัจจัยที่บั่นทอนความสัมพันธ์ และนำทุกปมมาวางบนโต๊ะเจรจาเพื่อคลี่คลายร่วมกัน
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มาตรการปิดด่านดังกล่าว “คุ้มค่าหรือไม่” นายรังสิมันต์ ตอบว่า หากพิจารณาเพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ ไทยอาจยังเกินดุลการค้า แต่เมื่อมองในมิติความมั่นคง จะไม่สามารถวัดผลได้ด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว “สิ่งสำคัญคือเราต้องมองภาพรวม ต้องรู้ว่าเป้าหมายของเราคืออะไร ถ้ามาตรการนี้ช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายได้ ก็นับว่าคุ้มค่า แต่ถ้าไม่ถึงเป้า ก็ต้องกลับมาทบทวนวิธีการใหม่”
นายรังสิมันต์ ยังเสนอว่า การ “ปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์” ควรถูกยกเป็น “กุญแจสำคัญ” ในการคลี่คลายความตึงเครียดชายแดน เพราะตราบใดที่กัมพูชายังเปิดพื้นที่ให้ขบวนการหลอกลวงออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ปฏิบัติการได้อย่างเสรี ความไว้วางใจระหว่างสองประเทศก็ไม่มีวันเกิดขึ้น
บางคนอาจมองว่าเรากำลังไปทุบหม้อข้าวเขา แล้วมันจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีได้อย่างไร แต่คำถามคือ หม้อข้าวนั้นมันคือหม้อข้าวที่มาจากการหลอกลวงคนไทยหรือเปล่า? เงินของคนไทยจำนวนมหาศาลถูกดูดไปฝั่งกัมพูชา ถ้ายังปล่อยให้เป็นแบบนี้ ความสัมพันธ์จะดีขึ้นได้อย่างไร
นายรังสิมันต์ กล่าวทิ้งท้ายว่า หากยังมีเงินหมุนเวียนจากขบวนการผิดกฎหมายเหล่านี้อยู่ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศก็ย่อมไม่สามารถเดินหน้าได้อย่างราบรื่น การเจรจาในรูปแบบใด ๆ ก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นอย่างเป็นปกติได้ ดังนั้น ทั้งสองประเทศจำเป็นต้อง “กวาดล้างและจัดการกับแก๊งสแกมเมอร์อย่างจริงจัง” ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง เพื่อปูทางสู่การเปิดด่านชายแดนและฟื้นฟูความสัมพันธ์ในอนาคตอย่างยั่งยืน
z-z1603487247937.jpg)