닫기

ปกสกู๊ปแนวนอน2004

ปลด “ขุนคลัง” สอบตกเศรษฐกิจดิจิทัล



ช็อกหุ้นไทยแย่ที่สุดในโลกใบนี้ จากผลสำรวจผลตอบแทนหุ้นทั่วโลกกว่า 90 ดัชนี ตบหน้ารัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่เป็นพรรคการเมืองขึ้นชื่อด้านกอบกู้เศรษฐกิจ บนเสถียรภาพการเมืองไม่มั่นคง นโยบายเมกะโปรเจ็กต์ยังไม่ลงปักเสาเอกสักโครงการ
โดยเฉพาะด้านปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและปฏิรูปการเมือง เพิ่งเริ่มตั้งไข่ ยังลูกผีลูกคน เพราะสภาพรัฐบาลผสม บริบทเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก สภาพสังคมและการเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก แต่รัฐบาล ข้าราชการทำงานแบบเดิม
เมื่อมีการปล่อยข่าวปรับครม.ออกมา แม้ยังไม่ใช่จังหวะที่ดี เพราะในภาพรวมต้องรอจังหวะศึกซักฟอกรัฐบาลปิดจ๊อบก่อน รอผลชี้ขาดคดีจริยธรรม 44 ขุนพรรคประชาชนในชั้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ออกหัวหรือก้อย รวมถึงเงื่อนเวลาส่วนใหญ่ปรับครม.ในช่วงปิดสมัยประชุม เพื่อลดอุณหภูมิการเมืองเดือด

ในสายตา “มะม่วง แปดริ้ว” รัฐมนตรีที่ควรปรับออกมากที่สุด ขอชี้เปรี้ยงไปที่กล่องดวงใจของผู้นำจิตวิญญาณเพื่อไทย คือทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งผู้อยู่เบื้องหลัง และ “ขุนคลัง” พิชัย ชุณหวชิระ รองนายกฯ และรมว.คลัง

ออกมาให้สัมภาษณ์ล่าสุด แสดงให้เห็นว่าไม่เข้าใจโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิทัล ที่เป็นเครื่องมือระเบิดจากภายในให้ชาวโลกได้เห็นศักยภาพของคนไทย คล้าย ๆ การเปิดตัวของ “DeepSeek” แอปเอไอสายพันธ์จีน บริษัทสตาร์ทอัพเล็ก ๆ หัวใจสำคัญของปรัชญาทำธุรกิจไม่เอากำไรเป็นตัวตั้ง จนได้ “นวัตกรรมเพื่อสังคม” หรือ “นวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีเพื่อสังคม” ถูกออกแบบเพื่อมวลมนุษยชาติ” นายสังสิต พิริยะรังสรรค์ อดีตสว. และผู้ที่ถอดแบบโมเดลแก้จนในประเทศจีนนำมาปรับใช้ในประเทศไทย

แต่ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล และ “ขุนคลัง” วางคอนเซ็ปเศรษฐกิจดิจิทัลแยกออกจากกัน ไม่เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน โดยไม่คำนึงถึง “สตาร์ทอัพสายพันธุ์ไทย” ไล่เรียงสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทำ เริ่มตั้งแต่ “ฮับด้านการเงิน-ฮับบล็อกเชน–พันธบัตรโทเคน-รัฐบาลดิจิทัล-เงินดิจิทัล-เงินบาทดิจิทัล-ระบบการเงินใหม่-โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล-ฮับสินทรัพย์ดิจิทัล-นวัตกรรมโครงการ 30 บาทรักษาทุกที-โทเคนที่เตรียมใช้ในเกาะภูเก็ต”

ทั้งหมดมันต้องเริ่มที่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รัฐบาลเพื่อไทยไม่ได้เริ่มตั้งไขจากจุดนี้ แต่สั่งให้แต่ละหน่วยงานไปทำ ผลาญงบแผ่นดิน งานออกมาเป็นชิ้น ๆ ไม่เชื่อมต่อกัน

ล่าสุดที่ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลผลักดันโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลล้มเหลว คือ “ขุนคลัง” แอนอกยอมรับ โครงดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 3 เป็นเพียงส่วนเล็กที่ต้องการให้เศรษฐกิจกลับมา แต่ตอนเริ่มผลักดันโครงดิจิทัลวอลเล็ต ต้องการให้เป็นพายุเงินหมุนจนเศรษฐกิจประเทศผงกหัวฟื้นตัว

นั่นหมายความว่าโครงการเศรษฐกิจดิจิทัลล้มเหลว บุคลากรในภาครัฐและเอกชนที่เข้าไปช่วยออกแบบเครื่องมือ วางระบบเจอ “เส้นผมบังภูเขา” ไม่สามารถเริ่มผลิตนวัตกรรมสำหรับวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลได้ ทำได้เพียงพัฒนา “แอปพลิเคชัน” เท่านั้นเป็นชิ้นๆ แต่ละแอปพลิเคชันไม่เชื่อมต่อกัน

รัฐบาลเพื่อไทยทำได้เพียงให้เศรษฐกิจไทยไฮบริดระหว่าง “อนาล็อกกับดิจิทัลทัล” ชี้ให้ฝีมือแม่ทัพเศรษฐกิจ สอบตกวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐดิจิทัล

แสงริบหรี่ที่ไทยเดินไปถึงเป้าตามที่ “ขุนคลัง” ระบุเมื่อ 9 ก.พ.68 ว่า “ทั่วโลกไปดิจิทัลอีโคโนมี”

#มะม่วงแปดริ้ว