닫기

ปกสกู๊ปแนวนอน77

ต้องยุบสภาทันที


“ในช่วงที่รัฐบาลบริหารประเทศ ผมอยากจะนามสกุลหลีกภัย แต่กลายเป็นนามสกุลเจอภัย ทั้งภัยเศรษฐกิจ ภัยความมั่นคง ภัยสังคม และภัยธรรมชาติ” ถ้อยคำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย  บ่งบอกถึงมรสุมลูกใหญ่รุ้มเร้าพิสูจน์ภาวะผู้นำและฝีมือของรัฐบาล 

พร้อมตอกย้ำ “ยุบสภาหากสถานการณ์จำเป็น ไม่มีทางเลือก” สถานการณ์การเมืองวันนี้คงอยู่ไม่ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 ที่นายกฯเคยประกาศเอาไว้ก่อนหน้านั้น

แม้กระแสนิยมตกจากความล้มเหลวแก้ปัญหาอุทกภัยที่ภาคใต้ แต่พรรคภูมิใจไทย“ไม่ worry กับกระแสการเมือง ก้าวข้ามเรื่องนั้นมาแล้ว” เป็นไปตามที่นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคภูมิใจไทย สวมวิญญาณร่างทรงเจ้าแห่งเขากระโดง ซัดเปรี้ยงขบวนการโจมตีรัฐบาลภูมิใจไทย

ตรงกับผลนิด้าโพลเปิดผลสำรวจกระแสการเมืองภาคใต้ เลือก “นายกฯหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรียืนอยู่อันดับสาม 

ตกเป็นรอง “พี่มาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ ยืนแป้นอันดับสอง โดยโหวตเตอร์ที่ไม่สนับสนุนใครเป็นนายกฯยังคงมาเป็นอันดับหนึ่ง เหมือนผลสำรวจภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคตะวันออกเช่นเดียวกันผลสำรวจพรรคการเมืองที่คนใต้จะสนับสนุน พรรคประชาธิปัตย์กระแสพุ่งขึ้นมาติดเทรนด์เป็นอันดับหนึ่ง ปาดหน้าแซงอันดับสองแค่ปลายจมูกที่ยังไม่สนับสนุนพรรคการเมืองไหน ต่างกับผลสำรวจภาคอื่นๆที่โหวตเตอร์ยังไม่สนับสนุนพรรคไหนขึ้นแทนเเป็นอันดับหนึ่งทุกภาค

ที่น่าสนใจผลสำรวจครั้งนี้ทำคาบเกี่ยวระหว่างก่อนเกิดอุทกภัยและหลังเกิดอุทกภัยถึงวันที่ 24 พ.ย. 2568 กระแสโหมสาปแซ่งรัฐบาลในขณะนั้นยังไม่รุนแรง ต่างกับตอนนี้ที่เริ่มถล่มตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย.2568 เป็นต้นมา เหมือนตอกตะปูปิดฝาโลงฟื้นกระแสความนิยมภาคใต้ กลายเป็นไฟลามทุ่งกระจายไปภาคอื่น

สะเทือนกลยุทธ์กวาด 30 ที่ขึ้นไปจาก 58 ที่นั่งในภาคใต้ บ้านใหญ่แดนสะตอที่เพิ่งย้ายเข้าไปต่างหนาวๆร้อนๆ เผชิญทั้งกระแสตก จากสโลแกน “พูด แล้วทำ” เจอย้อนรอย “พูดแล้ว ทำไม่เป็น” และวัฒนธรรมการเมืองแบบเดิมมีโอกาสฟื้นกลับมา ประเภทล้มบ้านใหญ่ได้คนที่ใช้เข้าไปเป็นตัวแทนของประชาชนจริงๆ

แต่ค่ายน้ำเงินไม่ได้เติบโตมาจากกระแส เลือกตั้งปี 66 กระแสนิยมเพียง 3% ยังกวาดสส.เข้าสภา 70 ที่นั่ง ครั้งนี้หุ้นดีดขึ้นเป็นเลขสองหลัก ถืออำนาจรัฐ บ้านใหญ่ไหลเข้าไม่หยุด และสัญญาณพิเศษนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีเบิ้ลอีกสมัยเปิด เหลือเพียงเดินตามยุทธศาสตร์เป็นพรรคอันดับหนึ่ง

วันนี้แม้เดินจังหวะพลาด บริหารจัดการน้ำล้มเหลว โดยเมื่อย้อนรอยไปดู นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี สมัยที่ยังเป็นสส.บุรีรัมย์ ร่วมรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

โดยสอนเชิงทางการเมือง “นายกฯอิงค์”น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ว่า  “พรรคภูมิใจไทยทำหน้าที่ดูแลแก้ปัญหาภัยพิบัติประชาชนเต็มที่ ส่งประกาศไปยังหน่วยงานภายใต้การดูแล เมื่อ 15 พ.ค. 68 ให้ทุกหน่วยงานระวัง

ปีนี้ฝนมาเร็ว โดยเฉพาะจ.พระนครศรีอยุธยา คาดน้ำจะท่วมหนัก มาเร็วตั้งแต่เดือนมิ.ย. จากนั้นจะเกิดน้ำท่วมภาคอีสาน ภาคใต้” เป็นการอภิปรายเอาไว้ตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค. 68

ในช่วงท้ายยังฝากให้กำลังใจไปถึงนักการเมืองเจนวาย น.ส.แพทองธารในทำนองเห็นใจ ที่สังคมผูกการอยู่ในตำแหน่งนายกฯไปกับภัยพิบัติ โดยเหรียญมี 2 ด้าน ที่ท่านเลือกเดินทางเอง สิ่งที่เห็นไม่ใช่หายนะ แต่คือโชคชะตา

ในวันนั้นพรรคภูมิใจไทยรับผิดชอบกระทรวงหลักเฉพาะ “มหาดไทย” ควบคุมศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ภายใต้สังกัดกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ยังมีข้อมูลเด็ดเตือนรัฐบาลเพื่อไทยได้ล่วงหน้าเหมือนตาเห็น

แต่ตอนนี้รัฐบาลภูมิใจไทยคุมกระทรวงหลักเกือบทั้งหมดและคุมความมั่นคง สมควรถูกวิจารณ์ไร้น้ำยาบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะวันที่พรรคภูมิใจไทยเปิดตัวบ้านใหญ่ 23 พ.ย.2568 และตอนบ่ายได้ ลงพื้นที่จริง รับฟังสรุปสถานการณ์จากนายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผวจ.สงขลา สุดท้ายเอาไม่อยู่ มีผู้เสียชีวิตนับร้อย

ถึงวันนี้รัฐบาลควรยุบสภาทันที หลังครม.อนุมัติแพ็คเกจเยียวยามหาวิปโยคครัั้งนี้ โดยไม่ต้องรอพรรคเพื่อไทยยื่นญัตติซักฟอกรัฐบาล

#มะม่วงแปดริ้ว