닫기

ปกสกู๊ปแนวนอนcopy

 

ขยันด่า ขยันเหน็บ เหมือนเก็บกดอะไรมา "นายใหญ่จันทร์ส่องหล้า" ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ผู้นำจิตวิญญาณพรรคเพื่อไทย ตระเวนหาเสียงเวทีเลือกตั้งนายกอบจ.หลายจังหวัดแบบจัดเต็ม

              

ด่ากราดทุกป้อมค่าย โดยเฉพาะพรรคส้มคนรุ่นใหม่ ตามบทบาทยุทธศาสตร์ที่ถูกกำหนดให้อยู่คนละขั้ว เป็นตัวหลักต่อสู้วัดพลังเบอร์ 1 เบอร์ 2 ในสนามเลือกตั้ง ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าค่ายส้มคือภัยคุกคามในสนามเลือกตั้งของค่ายแดงอย่างแท้จริง

              

แต่สิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็คือ ผู้มากบารมีระดับนายกฯ ระดับผู้นำเอเชีย ผู้ทรงอิทธิพลระดับโลก อย่างนายใหญ่บ้านจันทร์ ต้องถ่อสังขารในวัย 75 ปี มาขึ้นเวทีหาเสียงในสนามเลือกตั้งท้องถิ่นจนหน้าดำหน้าเบี้ยว ส่วนหนึ่งคงต้องยอมรับว่าเป็นความต้องการของเจ้าตัวเอง

              

อาจจะคิดถึงโมเมนต์เก่าๆ การได้พบปะชาวบ้านประชาชน บรรยากาศแห่งความสุขที่ร้างราห่างหายไปนานเกือบ 20 ปี เพราะต้องลี้ภัยอยู่ต่างแดน เลยอยากจะทำมันให้หายอยาก

              

หรืออาจเป็นความต้องการที่จะช่วยเหลือลูกสาว"นายกฯอิ๊งค์"แพทองธาร ชินวัตร ช่วยรัฐบาล ช่วยพรรคเพื่อไทย หรือแม้แต่ช่วยประเทศชาติ ประชาชน เพราะสำนึกหรือรู้สึกเสียดายเวลาและโอกาส 17 ปีที่สูญเปล่า หรือเป็นเพราะอยากจะชดเชยในสิ่งที่ตัวเองทำลายเสียหายไปกับมือ 

              

แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดอดีตนายกฯขวัญใจคนรากหญ้าก็ตัดสินใจเดินหน้าลุยสุดซอย เกียร์ถอยไม่มีแล้ว สัญญาณและการกระทำมันบ่งบอกชัดเหลือเกิน

              

อาการเกรี้ยวกราดดุดัน คลุกฝุ่นตะลุยโคลนการเมืองแบบบู๊ล้างผลาญ สะท้อนว่ามีเป้าหมายที่ยังไปไม่ถึง แถมยังดูเร่งร้อนรีบด่วนต้องแข่งกับเวลา ใครขวาง ใครเบรก มีแต่สลัดให้หลุดไม่มีหยุดเดิน อย่างมากก็แค่ชะลอ ส่วนใครเป็นอุปสรรคฉุดลากให้ถอยหลัง ก็ประสานงา ประจัญบานให้มันรู้แล้วรู้รอด

              

ตามฉากสถานการณ์การเมืองไทยตอนนี้ เปรียบเทียบกับวรรณกรรมระดับตำนาน 3 ก๊ก น่าจะอยู่ในช่วงหลังเหตุการณ์โจโฉแตกทัพเรือ "วุยก๊ก"ของผู้นำจอมอหังการ์กำลังฟื้นฟูกลับสู่ความยิ่งใหญ่ ตามพงศาวดารชี้ว่าใช้เวลาอยู่นานพอสมควร และความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่สร้างบทเรียนสำคัญมากมาย ลดความโอหังประมาท สอนการประเมินกำลัง สถานการณ์ ปัจจัยเสริม และตัวแปรแพ้ชนะมากมาย

              

เช่นเดียวกับ"นายใหญ่ทักษิณ"และเครือข่ายค่ายแดงเพื่อไทย ก๊กแตกแหกกระเจิง แต่ที่ร้ายกว่าคือผู้นำตัวจริงถูกฝ่ายอำมาตย์"ง่อก๊ก"จับตัวไปด้วย แม้จะรวมตัวกันได้เพราะเป้าหมายอุดมการณ์ยังตรงกัน แต่ไม่แกร่งเหมือนเดิม เพราะขาดแม่ทัพใหญ่ผู้นำจิตวิญญาณ

              

ถูก"ง่อก๊ก"ของซุนกวนตามกระหน่ำตี โอบล้อมรุกคืบเข้าสู่จุดยุทธศาสตร์ ตามบัญชาการของแม่ทัพใหญ่"จิวยี่" ฉวยจังหวะได้ทีไล่ขยี้หวังผลถึงขั้น"วุยก๊ก"ล่มสลาย

              

แต่ในขณะที่ "ง่อก๊ก" กับ "วุยก๊ก" ระดมกองกำลังมาห้ำหั่นกันให้ตายไปข้าง นั่นหมายความว่าฐานที่มั่นว่าง ประตูหลังบ้านเปิดโล่ง "จ๊กก๊ก"ของเล่าปี่จึงปฏิบัติการตีท้ายครัวตามกลยุทธ์ของ"ขงเบ้ง" ไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอย "เพราะไขว่คว้า ใช่รอคอย" สอยหลังบ้านทั้ง "ง่อก๊ก" และ "วุยก๊ก" แค่ตีท้ายครัวยังไม่น่าไว้วางใจ งัดวิชาพญาเทครัว นัวเนียสนม ชายา คนรับใช้ ยึดดินแดนพร้อมครอบครองพื้นที่หัวใจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

              

"วุยก๊ก"อุบายแยบยลร้ายกาจ รุกล้ำอาณาเขตรวดเร็วจวนจะเข้าถึงเมืองหลวง "ง่อก๊ก" และ "วุยก๊ก" รู้สึกถึงภัยคุกคามที่น่ากลัวกว่าคู่ต่อสู้ที่อยู่ตรงหน้า สถานการณ์พลิกผันกลับตาลปัตรทันที "ง่อก๊ก" และ "วุยก๊ก" มีสิทธิล่มสลายทั้งคู่ จำเป็นต้องเปลี่ยนจากศัตรูเป็นมิตร ร่วมมือกันต้านทาน "จ๊กก๊ก" เอาตัวให้รอดก่อน     แต่ก็ได้ทำหนังสือสัญญา ข้อตกลง"ดีลลับ"เอาไว้ ก่อนที่"ง่อก๊ก"จะปล่อยตัว"โจโฉ"ผู้นำวุยก๊ก ที่มีฝีมือฉกาจฉกรรจ์ทั้งบู๊ บุ๋น และการวางแผนบัญชาการ มานำทัพพันธมิตรเฉพาะกิจต้านทาน"จ๊กก๊ก"ของเล่าปี่ที่พุ่งทะยานขึ้นมา โดย 5 ทหารเสือ กวนอู-เตียวหุย-จูล่ง-ฮองตง-ม้าเฉียว และ 2 กุนซือ"มังกรหลับ-หงส์ดรุณ" ขงเบ้ง-บังทอง

              

เขียนเป็นนิยายสามก๊กฉบับประเทศไทย 2567 เสียเลย วันนี้มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ "โจโฉ"ถูกปล่อยตัวมานำทัพแดงและทัพอำมาตย์อนุรักษ์นิยมต้านทาน"จ๊กก๊ก" เด็กรุ่นใหม่ค่ายส้ม ในสภาพหวานอมขมกลืน

              

ได้ผู้นำตัวจริงกลับมา แต่ต้องแลกด้วยอุดมการณ์ที่เสียไป ส่งผลต่อแพสชั่น ไดเรคชั่น ดีเทอมิเนชั่น ตามสถานการณ์โดนทุบตีแต่ถูกบีบให้ร่วมมือ แลกกับการปล่อยตัวแม่ทัพ ความรู้สึกของคนในก๊ก ทีมงานเครือข่ายจึงสับสนปนเป จนป่านนี้ยังมึนงงตั้งหลักไม่ได้ต้องทำอะไรก่อนหลัง

              

แต่สำหรับแม่ทัพใหญ่ไม่มีอะไรต้องคิดอีกแล้ว ลุยแหลกตามเงื่อนไขที่ไม่มีทางเลือก นำทัพต้านศึกเต็มกำลัง จำเป็นต้องโชว์จิตวิญญาณนักสู้เพื่อฟื้นคืนภาวะผู้นำกลับมา หากแสดงให้เห็นความเข้มขลังเก่งกาจ ต่อต้านตีถอยศัตรูไปได้ ศรัทธาย่อมฟื้นคืนกลับมาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

              

อาจจะน้อยไม่ร้อยเท่าเดิม หรือน้อยกว่าเดิมมาก แต่ก็ยังสามารถเดินหน้าเก็บสแปร์ สะสมแต้มไปได้เรื่อยๆ มีโอกาสกู้วิกฤติศรัทธาและความยิ่งใหญ่กลับมาแม้อาจจะยากยาวนาน และผ่านหลายด่าน แต่ก็มองเห็นทิศทางความเป็นไปได้ แต่ถ้าผิดจากนี้ถอดใจเดินถอยหลัง หรือแม้แต่ยืนอยู่กับที่ ก็ไม่มีวันกลับไปที่เดิม

              

โจทย์การเมือง และทิศทางที่พรรคเพื่อไทยต้องเดินไปขณะนี้ก็คือกู้กระแสศรัทธาจากชาวบ้าน ประชาชน หวังผลการเลือกตั้งครั้งหน้าไม่ให้เสื่อมถอยลงไปกว่าที่เป็นอยู่ อย่างน้อยต้องยืนหยัดค้ำยันค่ายส้มเอาไว้ให้ได้ เพราะฝ่ายอนุรักษ์นิยมพ่ายแพ้ไปแล้ว สู้ไม่ได้ในเวทีเลือกตั้ง เหลือความหวังเดียวคือเพื่อไทยจะสู้ต่อกรยังไงในโมงยามที่ค่ายส้มทรงพลังขึ้นมาพร้อมยุคสมัย ถูกฝ่ายอำมาตย์จับเป็นตัวประกันผลักออกหน้าไปสู้กับค่ายส้ม แต่สภาพไม่มีทรง ไร้แต้มต่อ เพราะถูกครอบด้วยการเมืองเก่าอนุรักษ์นิยม ล้าหลังกลิ่นโชยใกล้เน่าคนร้องยี้ ต่างจากค่ายส้ม สด ใหม่ ไม่มอมแมมโสโครก

              

แค่เปรียบมวยเห็นสภาพความแตกต่างระหว่าง 2 ฝั่งก่อนระฆังดัง กองเชียร์จะเฮโลไปทางไหนคงไม่ต้องสืบ พระเอก ต่อยกับ วายร้าย สุดท้ายพระเอกเหนื่อยลิ้นห้อยแต่สอยวายร้ายตายแล้วจบ แฮปปี้เอนดิ้ง หรือ แต่ฝ่ายอำมาตย์พยายามเขียนบทฝืนธรรมชาติ กาลเวลา วายร้ายใช้ประสบการณ์ที่เหนือกว่า เต้นฟุตเวิร์กสับขาหลอกไปมา ก่อนเตะซ้ายผ่าหมาก แล้วเตะขวาเข้าตากรรมการ จนลงนอนตะเกียกตะกายทั้งพระเอก-กรรมการ บรรดาโปรโมเตอร์ ผู้จัดงานเครือข่ายอำมาตย์ วิ่งกรูกันขึ้นมาแย่งกันชูมือให้ตัวร้ายกลายเป็นพระเอก ชนะไปแบบหน้าตาเฉย เช็ดเข้หักมุมชิบหาย!!!

 

#ค้างคาวเขียว