닫기

ปกสกู๊ปแนวนอนcopy

การหวนคืนสนามเลือกตั้งเต็มตัวของ “นายใหญ่จันทร์ส่องหล้า”ทักษิณ ชินวัตร บนเวทีหาเสียงนายกฯอบจ.อุดรธานี และการให้สัมภาษณ์ช่วง2-3วัน สร้างอิมแพ็คทางการเมืองมากมาย หนึ่งในนั้นคือการเรียกแขกมารุมยำด้วยความหมั่นไส้

           

โฟกัสไปที่ประเด็นย้ำกำหนดกลับบ้านของ “น้องปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯผู้เป็นน้องสาว ยืนยันจะกลับมาได้ในช่วงสงกรานต์ปี 2568 ไม่รู้ทำไมถึงออกมาพูดด้วยความมั่นใจแบบนั้น มีดีลลับอะไรเพิ่มเติมสำหรับน้องสาวหรือไม่ หรือว่าเป็นการพูดแบบสับขาหลอกเพื่อหวังผลการเมือง ส่งสัญญาณไปถึงใคร

           

แต่ที่แน่ๆฝ่ายต่อต้านล้มล้าง เดือดดาลมากขึ้นแน่ เพราะลึกๆแล้ว“นายใหญ่บ้านจันทร์”คงรำคาญพวกที่ตามจิกกัดประเด็น “ชั้น 14” ไม่เลิกรา เจตนาเบิ้ลบลัฟ บอกใบ้ไม่ใช่แค่พี่เท่านั้นที่ได้กลับบ้านเท่ๆ เดี๋ยวโชว์การกลับบ้านแบบสวยๆของน้องสาวอีกคน จะได้เลิกนินทา สงบปากเสียที

           

นั่นสะท้อนความมั่นใจของ“นายใหญ่” ที่มาพร้อมความฮึกเหิม ปราศรัยจัดหนักบนเวทีอุดรธานี การพาดพิงโจมตี “ค่ายส้ม”พรรคประชาชนนั้นมีนัยทางการเมืองอย่างไม่ต้องสงสัย เลือกชี้เป้าเรื่องเดียวเกี่ยวกับการวางตัว ท่าทีบทบาท ประมาณพี่สอนน้อง “อยู่ให้เป็น” แน่นอนว่ามันคือเรื่องเกี่ยวเนื่องมาตรา 112 การออกมาพูดเรื่องนี้แบบนี้คือการเน้นย้ำว่าตัวเอง “ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ” และกำลังอยู่ในป้อมค่ายฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ไม่แตะต้องเรื่องนี้ เจตนาของการออกมาพูดเพื่อสร้างความเข้าใจ ไว้ใจ และเปิดโอกาสให้ทำงานต่อ “ทักษิณ”ส่งสัญญาณตรงไปยังผู้คุมอำนาจตัวจริง ชนชั้นอีลิท อำมาตยาธิไตย

           

แปลความชัดๆคืออย่างน้อยในเทอมของรัฐบาลชุดนี้ จะไม่มีการพลิกขั้วย้ายข้างกลับไปร่วมหอลงโรงกับค่ายส้มอย่างแน่นอน เพราะติดเงื่อนไขมาตรา 112 ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ค่ายส้มไปแล้ว แม้ช่วงหลังพรรคประชาชนจะนิ่ง จะเฉย ไม่พูดถึงเรื่องนี้แล้วก็ตาม พรรคเพิื่อไทยจะยืนปักหลักเป็นแกนนำรัฐบาลอยู่ตรงนี้ ขอให้เลิกระแวงสงสัย และหากต้องการจะใช้งานก็กรุณาปัดรังควานให้ด้วย

           

แม้ปากจะบอกว่าไม่ยี่หระนิติสงคราม คดีความใดๆ แม้แต่มาตรา 112 ที่ตัวเองตกเป็นเหยื่อด้วย แต่ก็ไม่ได้มั่นใจตามที่พูด เพราะคนในเครือข่ายโดนมาแล้ว และยังโดนอยู่ ส่วนตัวเองก็จ่อรอขึ้นเขียง ฉะนั้นจะใช้งานต่อได้ต้องรอดคดีก่อน ต้องสร้างภูมิคุ้มกันทางการเมืองให้ตัวเองและพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่ปล่อยให้ถูกกระทำเหมือนที่ผ่านมา แม้พลิกขั้วมาเป็นรัฐบาลแล้วยังโดนเล่นงานไม่เลิก แบบนี้จะทำงานได้ยังไง

           

เมื่อมี 1 ก็ต้องมี 2 ฝ่ายอนุรักษ์นิยมพันธุ์ที่เกลียดทักษิณ ตามราวีเล่นงานโดยนิติสงคราม เมื่อทำไปแล้วได้ผล ก็ต้องทำต่อ ทำอีกเรื่อยๆ จนกว่าระบอบทักษิณจะล้มตายหายไป ไม่มีวันเลิกราเพราะขับเคลื่อนด้วยความเกลียดชัง ส่วนใครจะขึ้นสู่อำนจแทนก็แล้วแต่ แค่ให้ล้มไปก่อน ไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นจริงจังมากนัก ใครก็ได้มีโอกาสเข้าไปเกาะเกี่ยวร่วงวงไพบูลย์อำนาจด้วยหมด แค่ไม่ใช่ “สีแดง” หรือ “สีส้ม”

           

การขับเคลื่อนตามล้างเพื่อไทยผ่านองค์กรอิสระจึงดำเนินต่อไปไม่หยุดยั้ง ถึงตรงนี้ก็ยังไม่สามารถวางใจได้เลยว่าการออกนั่งบัลลังก์ตัดสินว่าจะรับหรือไม่รับคำร้องของนายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ในคดีขอให้ยกเลิกการกระทำที่เป็นการล้มล้างการปกครองของนายทักษิณและพรรคเพื่อไทย จะเป็นอย่างไร

           

แม้จะมีรายงานข่าวออกมาจากอัยการสูงสุดต่อเนื่องตั้งแต่ชั้นคณะทำงาน และการตัดสินใจของอัยการสูงสุด หลังอัยการสูงสุดไม่รับคำร้องของนายธีรยุทธก่อนหน้านี้ พร้อมส่งข้อสังเกตไปถึงศาลรัฐธรรมนูญด้วยว่า อัยการสูงสุดพิจารณาเห็นว่าเรื่องนี้ไม่เข้าเกณฑ์ล้มล้างการปกครอง อัยการสูงสุดจึงไม่รับไว้ดำเนินการ สุดท้ายก็แล้วแต่ศาลรัฐธรรมนูญจะว่าอย่างไร

           

ชงขมไปขนาดนี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะว่ายังไง ถ้าไม่รับไว้พิจารณาก็จบ แต่ถ้าจะหักมติความเห็นอัยการสูงสุดรับเรื่องเอาไว้ก็มีความเป็นไปได้ เพราะทุกอย่างเป็นดุลพินิจ มีอำนาจสูงสุด แต่ก็คงต้องมีเหตุผลชี้แจงสังคมพอสมควร หรือแม้แต่รับเอาไว้เป็นเรื่องๆ รายประเด็น ก็ต้องชี้ให้เห็นตามข้อกล่าวหาว่ามีการล้มล้างการปกครองอย่างไร ตามเนื้อหาที่เกิดขึ้นและยื่นร้องมา 6 ประเด็น เหล่ากูรูกฎหมาย นักวิชาการนินทาว่ามันโยงใยไปถึงปมล้มล้างการปกครองยาก เขียนลากไปถึงตรงนั้นได้ยังไง เรื่องนี้ฟังเจ้าตัวแล้วอาจยังไม่เข้าใจอยู่ดี

#ค้างคาวเขียว