닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บมากcopyีรนคต

“แม่ค้า-ลูกค้า” ยิ้มปริ่ม คนละครึ่งพลัสวันแรก เชื่อ กระตุ้นเศรษฐกิจจริง มอง ช่วยเซฟเงินประชาชนมากขึ้น ควรไปต่อเฟส2 แนะ รบ.ปรับปรุงระบบสแกนจ่ายเพราะมีเวลาน้อย

 

วันที่ 29 ต.ค. 68 ที่ตลาดนางเลิ้ง โครงการ คนละครึ่งพลัส เปิดให้ประชาชนที่ได้รับสิทธิเริ่มใช้จ่ายได้ ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. 68 เวลา 06.00–23.00 น. ผ่านแอปฯ เป๋าตัง โดยสามารถใช้สิทธิได้ทุกวันในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อกระจายการใช้จ่ายให้ทั่วถึงและลดความแออัดในช่วงเวลาเร่งด่วน นางจันทร์ อายุ 59 ประชาชนที่เดินทางมาตลาดและเปิดเผยถึงความรู้สึกในการใช้จ่ายคนละครึ่งในแอปเป๋าตังวันแรก ว่า รู้สึกดี  เพราะโครงการคนละครึ่งเซฟค่าใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งในความรู้สึกส่วนตัวของตนนั้นมองว่ามีการเซฟค่าใช้จ่ายเช่น ตนเงินเดือน 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายเวลาใช้จริงๆจะเซฟลดลงมากขึ้น และตนชอบเข้าร้านที่รับคนละครึ่ง ซึ่งถ้าหากเปรียบเทียบระหว่างร้านที่มีคนละครึ่ง และร้านที่ไม่มีคนละครึ่ง ถ้าพูดตรงๆก็คงเลือกเข้าร้านคนละครึ่ง และมองว่าทุกคนก็ต้องเข้าร้านที่สามารถช่วยเซฟเงินได้

ซึ่งตอนมีการเติมเงินเข้าคนละครึ่ง 200 บาท แล้วก็จะมีการสแกนคนละครึ่งใช้ได้เลย  มองว่าเป็นเรื่องที่ดีในมุมมองของประชาชนที่มีเงินเดือนไม่มากหาเช้ากินค่ำก็ช่วยได้เยอะ

เมื่อถามว่าถ้าหากคนละครึ่งเฟส 2 มองว่าเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่  นางจันทร์ กล่าวว่า  ดี อยากให้มีมากๆและเชื่อว่าประชาชนใช้เยอะ เพราะมีประชาชนที่ลงทะเบียนกันเยอะอย่างแน่นอน แม้ว่า ตอนแรกในการลงทะเบียนยากมาก แต่ก็ดีใจมากที่ลงทะเบียนได้ 

ขณะที่ นางดาวเพ็ญ เกียรตินันทน์ แม่ค้าขายน้ำกาแฟ กล่าวถึงความรู้สึกที่ลูกค้ามาสแกนคนละครึ่งวันแรก ว่า ตนมองว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก และดีกว่าครั้งที่แล้วที่ให้เป็นเงินก้อนคนละ 10,000 บาท เพราะมองว่าคนละครึ่งสามารถกระจายทั่วถึงและประชาชนสามารถได้ใช้จริง ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจจริงๆและมีลูกค้ามากขึ้นเพราะค่าใช้จ่ายเหมือนเป็นการหารอีกครึ่งราคาได้ทั้งสองฝ่ายทั้งตัวของแม่ค้าและลูกค้า ซึ่งถ้าหากมีคนละครึ่งเฟสสองมาตนก็อยากให้มีอีกเพราะดีกว่าการให้เงินไปทั้งก้อน 

ด้าน นางสาวพรทิพย์ ส้มโปสะเสน อายุ 58 เปิดเผยถึงคนละครึ่งพลัสวันแรกว่า เมื่อช่วงเช้ามีลูกค้าเข้ามา 10 - 20 คน ซึ่งอาจจะเสียเวลาในเรื่องของการสแกนจ่าย เพราะตอนรุ่นเก่าสามารถสแกน QR Code ได้เลย แต่อันนี้ต้องให้แม่ค้ายืนยันในเรื่องของ QR Code อีกรอบจึงมองว่ายุ่งยาก เพราะในช่วงเช้าจะช้าเพราะอาจเป็นวันแรกที่คนใช้บริการทำให้มีการแย่งชิงระบบทางอินเตอร์เน็ต

เมื่อถามว่าในฐานะแม่ค้ามีความกังวลอะไรหรือไม่ นางสาว พรทิพย์ กล่าวว่า  กังวลในเรื่องของเวลาสแกนเพราะมีเวลาน้อยเพียงแค่ 20 - 30 วินาที ถ้าหากสแกนช้าก็อาจจะต้องรอ

โดยมองว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีแต่ถ้าหากปรับปรุงการสแกนในการใส่รหัสจะดีกว่าหรือไม่เพราะมันเป็นเวลาเร่งด่วน เราไม่ใช่ร้านค้าใหญ่ใหญ่ เป็นโซนอาหารในตลาด คนก็เข้ามาซื้อบริการตลอด ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องที่ดีแต่ต้องเสียเวลาในเรื่องของการโอนจ่าย

อย่างไรก็ตามเห็นด้วยว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในครั้งนี้เป็นการกระตุ้นสำหรับผู้ค้ารายย่อย ในระดับกลางๆ ไม่ใช่ธุรกิจใหญ่ ซึ่งจะมีโครงการครั้งต่อไปอยากให้มีการปรับปรุงเกี่ยวกับการโอนจ่ายและรับเงินให้สะดวกและรวดเร็วกว่านี้ดีกว่าหรือไม่

นางสาว อรพรรณ ทานันท์ แม่ค้าร้านข้าว เปิดเผยความรู้สึกที่รัฐบาลนำโครงการนี้กลับมา ว่า รู้สึกว่าดี อย่างแรกก็เริ่มคือคึกคักขึ้น ค่าใช้จ่ายรวมถึงประชาชนยอมจ่ายมากขึ้น ส่วนในเรื่องของการแนะนำให้รัฐบาลปรับปรุงเนื้อเรื่องของระบบนั้นตนมองว่าแม่ค้าเคยใช้แล้วไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ แต่อยากให้มีการประชาสัมพันธ์กับทางด้านของประชาชนมากขึ้นเพราะบางคนเติมเงินเข้าระบบไม่เป็น ไม่เข้าใจว่าต้องมีการเติมอย่างไร จึงอยากให้มีเรื่องเกี่ยวกับการเติมเงินเข้าไป