닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บมาก---6

“อนุทิน” ปัดไทยเอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์ แซวข่าวโยงอักษร ช.ช้าง “ดีที่ช.ช้างไม่ใช่นามสกุลผม!” ย้ำรัฐบาลเอาจริง ล่าสุดสั่งถอนสัญชาติผู้กระทำผิด



วันที่ 24 ต.ค.68 ที่ ทำการพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังให้การต้อนรับ นายสุชาติ ชมกลิ่น อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ที่เดินทางเข้าร่วมสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นทางการ

ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา หลังมีกระแสข่าวว่ากัมพูชาอาจยอมรับเงื่อนไขของไทยในบางประเด็น นายอนุทินกล่าวว่า ขณะนี้ทุกอย่างดำเนินไปตามขั้นตอน โดยคาดหวังว่าการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่จะจัดขึ้นที่ประเทศมาเลเซียในเร็ว ๆ นี้ จะเป็นเวทีสำคัญในการลงนาม “ถ้อยแถลงร่วม” ระหว่างไทยและกัมพูชา เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือด้านชายแดนและความมั่นคง

“ ที่ผ่านมาเราได้หารือในรายละเอียดกับฝ่ายกัมพูชาแล้ว และสามารถตกลงกันได้ในหลายประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องหลักการทั้ง 4 ข้อที่เคยชี้แจงไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่คณะกรรมาธิการร่วมชายแดน (JBC) และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ได้ประชุมหารือกันไว้ก่อนหน้านี้ ” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวเพิ่มเติมว่า การเจรจาใด ๆ กับประเทศเพื่อนบ้านจะต้องตั้งอยู่บนหลักของ อธิปไตยและเกียรติภูมิของชาติ โดยมีผลประโยชน์ของประชาชนไทยเป็นเป้าหมายสูงสุด พร้อมย้ำว่ารัฐบาลไทยไม่เคยทำอะไรที่ลดทอนศักดิ์ศรีของประเทศ

“ คนที่ทำหน้าที่เจรจาเป็นข้าราชการมืออาชีพ ทุกฝ่ายเข้าใจดีว่าผลประโยชน์ของประเทศต้องมาก่อน ผมยืนยันว่าไม่มีการยอมแลกอะไรที่กระทบต่ออธิปไตยของไทยแน่นอน ” นายกรัฐมนตรี กล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงเนื้อหาของถ้อยแถลงร่วมดังกล่าว นายอนุทิน เปิดเผยว่า จะมี 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ การถอนอาวุธและวัตถุระเบิด จากพื้นที่ทับซ้อนชายแดน , การป้องกันและปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ , การบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนที่ทับซ้อนกันอย่างเป็นระบบ , การสร้างกลไกความร่วมมือถาวรระหว่างหน่วยงานความมั่นคงของทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยและกัมพูชาได้หารือถึงวันและเวลาที่เหมาะสมในการลงนาม ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงการประชุมอาเซียนที่มาเลเซีย หากทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมายและการทูตที่ได้ตกลงไว้

ในอีกประเด็นหนึ่ง ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงรายงานจากสื่อต่างประเทศที่ระบุว่า ประเทศไทยอาจเป็น “ศูนย์กลางของขบวนการสแกมเมอร์” หรือการ นายอนุทิน ชี้แจงว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว และพบว่าไม่มีข้อมูลสนับสนุนตามที่รายงานดังกล่าวระบุ เรามีเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่ตลอด ทั้งด้านการป้องกันและการปราบปราม เรื่องนี้หน่วยงานความมั่นคงและตำรวจไทยทำอย่างเต็มที่ คนที่ทำงานจริงเขารู้ดี ส่วนคนที่ไม่ได้ทำก็มักจะอ่านข่าวแล้วขยายความให้เกิดความวุ่นวาย ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ

นายอนุทิน ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ ว่ารัฐบาลดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่องและจริงจัง โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับต่างประเทศ ล่าสุดได้หารือกับเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา เพื่อเร่งจัดตั้งกลไกความร่วมมือด้านการสืบสวนข้ามชาติ

“เราไม่ใช่แค่รอให้ตำรวจจับผู้กระทำผิด แต่ต้องทำงานเชิงรุก ล้ำหน้ากว่าพวกอาชญากร ล่าสุดผมเพิ่งลงนามถอนสัญชาติของบุคคลชื่อ ‘ลียง’ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายในลักษณะนี้ เพื่อไม่ให้ถือสัญชาติไทยอีกต่อไป” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่าจะมีการถอนสัญชาติในกรณีอื่นอีกหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบว่า รัฐบาลนี้จะทำทุกอย่างให้เกิดผลจริง สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในอดีต เราจะทำให้เห็นในการทำงานระยะสั้นนี้ เพราะการแก้ปัญหาต้องใช้การปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงคำพูด

เมื่อถามว่าล่าสุดบิ๊กโจ๊กได้ออกมาเปิดเผยว่ามีนักการเมืองอักษรย่อ ช. ช้างไป เกี่ยวข้องกับเรื่องของแก๊งค์สแกมเมอร์ทางพรรคภูมิใจไทยได้ตรวจสอบแล้วหรือไม่ นายอนุทินกล่าวติดตลกว่า “โชคดีที่เขาไม่เอ่ยนามสกุลของช้าง เพราะถ้าเป็นอักษรต้นคงตรงกับชื่อผม” พร้อมระบุว่า ไม่จำเป็นต้องสั่งตรวจสอบทุกกรณีที่มีข่าวลือออกมา เพราะประเทศไทยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปปง. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งทำหน้าที่สืบสวนข้อเท็จจริงอยู่แล้ว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงแรงกดดันในการบริหารประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ปัญหาในหลายประเทศอาเซียน นายอนุทินยอมรับว่า “การเป็นรัฐบาลย่อมต้องเผชิญแรงกดดันทุกวัน ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม”

“เราต้องทำงานภายใต้แรงกดดันอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคืออย่าเสียขวัญ ถ้าเรามั่นใจว่ากำลังเดินอยู่ในทางที่ถูกต้อง ก็ไม่ต้องหวั่นไหว ใครจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรก็รับฟังได้ แต่ต้องแยกแยะอะไรที่สมเหตุสมผล อะไรที่ไม่ใช่” นายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้าย

การให้สัมภาษณ์ของนายอนุทินครั้งนี้ แสดงจุดยืนชัดเจนทั้งในมิติ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และ การปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ โดยยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินงานตามขั้นตอนอย่างโปร่งใส รอบคอบ และยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ ขณะเดียวกันก็พร้อมรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทุกฝ่าย เพื่อเดินหน้านโยบายอย่างมีเสถียรภาพ