닫기

ปกข่าวไลน์ใหม่เว็บ-Recovered88

“ภูมิธรรม” ชี้ควรใช้กลไกสภาถกเห็นความต่างเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ มองเป็นอีกทางเพิ่มเม็ดเงินรับมือกำแพงภาษีสหรัฐฯ     



วันที่ 5 เม.ย. 2568 ที่ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีสภาผู้แทนราษฎรเตรียมพิจารณาร่างกฎหมายพ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจรหรือเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ในวันที่ 9 เม.ย.โดยมีการเคลื่อนไหวทั้งใน และนอกสภา จะทำให้ร่างกฎหมายนี้พับลงไปหรือไม่ว่า รัฐบาลทำหน้าที่ก็พยายามดูเงื่อนไขต่าง ๆ หากพรรคฝ่ายค้านมีความเห็นที่แตกต่างก็ควรจะสู้กันในสภา เพื่อให้สภาพิจารณา เมื่อเรายอมรับในระบอบประชาธิปไตย และกระบวนการรัฐสภา คือจุดสำคัญในการแก้ไขปัญหาก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของรัฐสภา ไม่ใช่ว่าความเห็นในสภาไม่ตรงกับฉัน แล้วฉันไม่เอา ฉันก็ไปเดินนอกสภาอย่างเดียว ซึ่งกระบวนการนอกสภาฯตนไม่ว่าและไม่มีปัญหาอะไร เป็นสิทธิของประชาชน ตามระบอบประชาธิปไตย เพียงแต่อย่ามองแค่ว่าการมายืนอยู่หน้าสภาแล้วเหมารวมว่านี่คือเสียงของประชาชน เพราะเสียงของประชาชนที่แท้จริงคือทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นอยากให้มีกระบวนการที่ชัดเจนว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นอย่างไร เพราะเท่าที่ไปดูในต่างจังหวัด ประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ได้คิดอย่างที่ฝ่ายค้านคิด ดังนั้นเสียงของประชาชนดีที่สุด 
 
นายภูมิธรรม กล่าวว่า กระบวนการในรัฐสภา ฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลก็ดำเนินการกันไป เรื่องนี้เปิดกว้างอยู่แล้ว ซึ่งให้ใช้กระบวนการของรัฐสภาในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง และอะไรที่เป็นประโยชน์กับประเทศก็ยึดตรงนั้นเป็นหลัก และอะไรที่จะทำให้รัดกุมขึ้นก็น่าสนใจ 

นายภูมิธรรม กล่าวว่า การเดินหน้าร่างกฎหมายดังกล่าว ถือเป็นการหามาตรการปกป้องให้ดี ไม่ใช่มาคัดค้านหัวชนฝา เพราะจริงๆแล้ว ไม่ใช่การยุยงให้คนเข้ามาใช้ หรือติดการพนัน เพราะไม่ใช่ใครก็เข้า กาสิโนได้ เด็กที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์ก็ไม่สามารถเข้าได้ หรือรายได้น้อยกว่าเกณฑ์ก็เข้าไม่ได้ ซึ่งทุกอย่างไม่ได้มีขาว ไม่ได้มีดำเพียงอย่างเดียว ต้องใช้มาตรการแก้ไขปัญหาดีกว่า มาคัดค้านโดยที่ไม่รู้อะไร และโลกวันนี้สิ่งสำคัญ สหรัฐอเมริกามีมาตรการด้านภาษี ถือเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก เพราะจากกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงกับประเทศต่างๆ ไม่ว่า จะใหญ่หรือเล็ก อย่างประเทศสิงคโปร์ที่นายกฯได้ออกมาแจ้งเตือนประชาชน เตรียมตัวรับมือกับผลกระทบ ซึ่งขนาดสิงคโปร์โดนเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพียง 10% แต่ประเทศไทยโดนถึง 36% ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เพิ่มรายได้ สร้างเม็ดเงินให้มากขึ้นในระบบ