“พิธา” ฟาด รัฐบาลครบเทอมถ้าไม่ทำประโยชน์ให้ประชาชน “ก็ไร้ประโยชน์”
“พิธา” ฟาดแรง รัฐบาลครบเทอมถ้าไม่ทำประโยชน์ให้ประชาชน “ก็ไร้ประโยชน์”
เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 67 ที่ตลาดนัด อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ปราศรัยว่าอีก 9 ปีจะกลับมาเป็นนายกที่ดีกว่าเดิม ว่าถ้ากลับมาจะมีความพร้อมกว่าเดิม ซึ่งวันนี้ดีใจที่ชาวอุดรธานียังไม่ลืมกัน เพราะเวลาตนไปคุยกับพี่น้องแรงงานคนไทยในต่างประเทศก็ได้รับข้อมูลว่ามาจากอำเภอเพ็ญ จึงคุยกับนายคณิศร ว่าวิสัยทัศน์ของอบจ.อุดรนั้นคือสร้างเมืองให้เรียบง่ายน่าอยู่
เมื่อถามถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตั้งตำแหน่งให้ตัวเองว่า สทร.(เสือกทุกเรื่อง) ว่า ของตนเองนั้น ผชส. ที่หมายถึงผู้ช่วยหาเสียง ตอบตรงไปตรงมาเพราะตนเองเป็นผู้ช่วยหาเสียงมีหน้าที่หาเสียง แต่ของนายทักษิณไม่แน่ใจว่าจะหมายถึงอะไร ก็เป็นตำแหน่งใครตำแหน่งมัน
และยังกล่าวถึงกรณีที่นายทักษิณวิเคราะห์ว่ารัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีจะอยู่แบบครบเทอมว่า คนที่เป็นรัฐบาลทุกคนก็จะวิเคราะห์แบบนี้ทั้งนั้น แต่หากนำสถิติมาพูดกัน ได้ศึกษาตอนที่อยู่อเมริกานำค่าเฉลี่ยอายุรัฐบาลที่ไม่ใช่รัฐบาลทหาร น่าจะอยู่ที่ระยะ 1 ปีกว่า - 2ปี หากครั้งนี้มีความมั่นใจก็ขอแสดงความยินดีด้วย แต่จะต้องมีแผนงานเพื่อที่ตอบสนองประชาชน หากอยู่ครบเทอมแต่ไม่มีประโยชน์อะไรให้ประชาชนก็ไม่รู้จะเป็นรัฐบาลไปทำไม
“ ในพรรคร่วมรัฐบาลเห็นว่ามีความเห็นต่างหลากหลายหลายเรื่อง ทั้งเรื่องเขากระโดง หวังว่ารัฐบาลจะสามารถพูดคุยและบริหารความต่าง เพื่อมีสมาธิสำคัญในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน” นายพิธากล่าว
นอกจากนี้นายพิธายังมองถึงบทบาทนายกรัฐมนตรี ในการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปก ว่าเป็นโอกาสที่ดีของประเทศไทย และรัฐบาลไทย ในช่วงที่การเปลี่ยนผ่านงานต่างประเทศ หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แต่หากรัฐบาลใช้โอกาสนี้บริหาร 3 เรื่อง คือ การเพิ่มภาษีร้อยละ 20 ส่วนจีนเพิ่มร้อยละ 60 แล้วมีโอกาสเจาะตลาดอเมริกา แต่ยังมีความท้าทายที่จะต้องระวังเรื่องการค้าของไทยขาดดุลจากอเมริกาเป็นอันดับที่ 12
และอย่างที่2 ที่ต้องเตรียมตัวไว้ ประธานาธิบดีทรัมป์ น่าจะคิดเกี่ยวกับเรื่องทวิภาคี มากกว่าพหุภาคี เพราะแม้แต่ประธานาธิบดีไบเดน ก็ไม่เคยมาร่วมเวทีพหุภาคีกับอาเซียน ส่งรองประธานาธิบดีและรัฐมนตรีต่างประเทศเข้าร่วม ซึ่งหากทางสหรัฐจะเลือกทวิภาคีจะต้องถามตัวเองว่าประเทศไทยจะมีอะไรที่ทำให้สหรัฐให้ความสนใจ และวางตัวท่ามกลางความขัดแย้ง การเมืองไต้หวัน สงครามตะวันออกกลาง
“ เทรดของประเทศทั้งหมด 100% 20% อยู่ในอาเซียน 40% อยู่ในเอเชีย 40% อยู่ทั่วโลก เพราะฉะนั้นหากจะมีสงครามแทริส น่าจะเกิดขึ้นหากประธานาธิบดีทำดำเนินนโยบายลักษณะนี้กับประเทศจีน ประเทศจีนก็จะต้องต่อสู้กับ เราต้องดูในแต่ละพอร์ตว่าในอาเซียน 20% เราจะเพิ่มความเป็นเอกภาพของการค้าขายในอาเซียนอย่างไร ส่วนในร้อยละ 40 คือจีนกับอินเดียเราจะสามารถเพิ่มสัดส่วนได้อย่างไร และสุดท้ายทั่วโลกอเมริกายุโรปแอฟริกาอเมริกาใต้ ถ้าวางแผนอย่างเป็นระบบเชื่อว่ารัฐมนตรีพิชัยน่าจะพอเห็นภาพรัฐบาลจะต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อให้การต่างประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นประโยชน์กับคนไทยมากที่สุดและเป็นโทษกับเอกชนไทยน้อยที่สุดอันนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลถือเป็นโอกาสดีและยินดีกับคุณแพทองธาร ชินวัตร” นายพิธากล่าว
z-z1603487247937.jpg)