닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บมาก---4

“บิ๊กโจ๊ก” แฉกระบวนการอยุติธรรม! ชี้ถูกกลั่นแกล้ง-ออกหมายจับผิดขั้นตอน วอนหยุดใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง



วันที่ 20 ก.ย.68 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ "บิ๊กโจ๊ก" อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาเปิดใจผ่านไลฟ์สดใน Facebook ส่วนตัว "สุรเชษฐ์ หักพาล" เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความอยุติธรรมที่ตนได้รับ พร้อมแสดงหลักฐานและชี้ให้เห็นถึงกระบวนการทางกฎหมายที่ไม่ถูกต้องในการดำเนินคดีกับตนเองและผู้ใต้บังคับบัญชา

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า หากไม่มีคลิปเสียงที่ถูกเผยแพร่จากบุคคลภายในกระบวนการยุติธรรม ประชาชนคงมองว่าตนเองเป็นเพียงผู้กล่าวอ้างลอย ๆ อย่าง “เด็กเลี้ยงแกะ” แต่โชคดีที่มีข้าราชการฝ่ายตุลาการ และเจ้าหน้าที่ในศาลปกครองที่รับไม่ได้กับพฤติกรรมบางอย่าง จึงได้ส่งคลิปเหล่านี้ออกมาเผยแพร่ ทำให้ความจริงที่ไม่เคยปรากฏต่อสาธารณชนได้ปรากฏขึ้น

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่าได้รวบรวมเอกสารและหลักฐานทั้งหมด เพื่อชี้แจงต่อประชาชนว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนมีรายละเอียดอย่างไร และแม้ศาลจะมีดุลยพินิจของตนเองในการพิจารณาคดี แต่เขาขอเพียงว่าให้เรื่องนี้ยุติแค่ตน อย่าปล่อยให้ความอยุติธรรมนี้เกิดกับผู้อื่นอีก

📌ชี้กระบวนการขอหมายจับ-ค้นบ้าน มีข้อบกพร่องร้ายแรง

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มต้นจากการขอหมายจับผู้ใต้บังคับบัญชาของตน 8 นาย โดยสำนักงานตำรวจไซเบอร์ได้ยื่นคำร้องขอหมายจับต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ทั้งที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งตามขั้นตอนทางกฎหมาย ต้องยื่นคำร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเท่านั้น เพื่อให้เกิดความรอบคอบและเป็นธรรมตามหลักการยุติธรรม
นอกจากนี้ ยังมีการขอหมายค้นบ้านของตน โดยไม่ได้แจ้งศาลว่าเป็นบ้านของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทั้งที่ระเบียบของประธานศาลฎีการะบุชัดว่า ต้องระบุชื่อผู้ครอบครองบ้านชัดเจนก่อนออกหมายค้น

“เจ้าหน้าที่กลับอ้างว่าไม่รู้ว่าเป็นบ้านของผม ทั้งที่เมื่อไปถึงก็ถามยามที่หน้าบ้านว่า ‘บ้านของรองสุรเชษฐ์อยู่หลังไหน’ แสดงให้เห็นว่าทุกอย่างมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว

📌การออกหมายจับตนเอง สะท้อนการเลือกปฏิบัติ

ต่อมา เมื่อเข้าสู่กระบวนการออกหมายจับตัว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ระบุว่า การขอหมายจับครั้งแรกต้องดำเนินการผ่านศาลอาญาคดีทุจริต เพราะตนเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่กลับพบว่าฝ่ายสืบสวนพยายามยื่นขอหมายจับผ่านศาลอาญากลาง

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เปิดเผยว่า ศาลอาญากลางมีความรอบคอบโดยสอบถามพนักงานสอบสวนว่า คดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตามมาตรา 157 หรือไม่ ซึ่งคำตอบคือ “ไม่ใช่” ศาลจึงบันทึกไว้เป็นหลักฐานอย่างชัดเจน

“มันเป็นความพยายามโกหกศาล ทั้งศาลอาญากรุงเทพใต้และศาลอาญากลาง เพื่อให้ได้หมายจับผมและลูกน้อง” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว พร้อมระบุว่า การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดอำนาจศาลอย่างร้ายแรง

📌โยงการเมืองและผลประโยชน์ สะท้อนความไม่เป็นกลาง

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ระบุว่า ตนเองเชื่อในเรื่องกรรม และมองว่าผู้ที่กลั่นแกล้งตนจะได้รับผลจากการกระทำนั้น โดยยกกรณีเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนในการออกหมายจับตน ซึ่งต่อมาถูกคำสั่งจากคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมให้ออกจากราชการเนื่องจากมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม

นอกจากนี้ยังเผยถึงความไม่เป็นธรรมในการดำเนินคดี โดยเปรียบเทียบกับกรณีของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ซึ่งมีคดีในลักษณะเดียวกัน แต่กลับไม่มีการออกหมายจับ และส่งสำนวนต่อ ป.ป.ช. ตามระเบียบภายใน 30 วันอย่างถูกต้อง ขณะที่คดีของตนกลับมีการออกหมายเรียกและหมายจับทันที และไม่ส่งเรื่องต่อ ป.ป.ช. ตามที่กฎหมายกำหนด

📌ตั้งข้อสงสัย มีแผนกลั่นแกล้งจากระดับสูง

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังระบุถึงกรณีที่ถูกคำสั่งให้พ้นจากราชการ โดยตั้งข้อสังเกตว่าอาจมี “ความร่วมมือ” ระหว่างผู้มีอำนาจทางการเมืองและเจ้าหน้าที่บางฝ่ายในการจัดการตน เขาอ้างว่า หลังจากตนเข้าไปรับผิดชอบคดีของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงภาษี และเริ่มสืบสวนไปกว่า 70% ก็เริ่มมีแรงกดดันจากภายนอก จนมีคำสั่งให้ตนพ้นจากหน้าที่

“มีโทรศัพท์จากผู้หญิงคนหนึ่งโทรหาผม บอกให้หยุดเรื่องพรุ่งนี้ ก่อนที่ผบ.ตร. จะมีคำสั่งให้ผมพ้นจากราชการ พร้อมกับมีเสียงจากผู้มีอำนาจในรัฐบาลว่าไม่พอใจในตัวผม” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เล่า

📌ส่งสารถึงรัฐบาล – ขอความยุติธรรม

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน มีคำสั่งให้ตนพ้นจากราชการ โดยขอให้ทบทวนว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการเร่งรัดเกินควรหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อยังไม่มีผลการสอบสวนข้อขัดแย้งระหว่างตนกับ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ที่แล้วเสร็จ

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า นายกฯ ควรไตร่ตรองให้รอบคอบ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้มีอำนาจสั่งการให้ตนพ้นจากตำแหน่ง อาจเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการสั่งการนั้นทันที เช่น การเลื่อนตำแหน่ง หรือได้รับอำนาจมากขึ้น จึงขอให้พิจารณาความเหมาะสมในเชิงจริยธรรมและกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม กรณีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สะท้อนปัญหาในกระบวนการยุติธรรมของไทยอย่างลึกซึ้ง ทั้งในมิติของการใช้อำนาจโดยมิชอบ ความไม่เป็นกลางในกระบวนการสอบสวน และแรงกดดันจากฝ่ายการเมือง ซึ่งทั้งหมดนี้ควรได้รับการตรวจสอบอย่างโปร่งใส เพื่อรักษาหลักนิติธรรมและศรัทธาของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม