เพื่อไทยเดือด! แถลงโต้คลิปเสียงเลือกตั้งกาญจนบุรี จ่อยื่น กกต.สอบเข้าข่ายผิดกฎหมายหลายข้อ
โพสต์เมื่อ : 5 ก.พ 2569 เวลา 6:2 น.
เพื่อไทยเดือด! แถลงโต้คลิปเสียงเลือกตั้งกาญจนบุรี จ่อยื่น กกต.สอบเข้าข่ายผิดกฎหมายหลายข้อ งัดหลักฐานโต้ข้ออ้าง “คลิป AI” ชี้ชักจูง–ข่มขู่ ทำประชาชนสับสน กระทบความยุติธรรมเลือกตั้ง
อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย ร่วมแถลงข่าวกรณีคลิปเสียงที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งในจังหวัดกาญจนบุรี
นายชูศักดิ์ เปิดเผยว่า พรรคได้รับทราบว่าเมื่อประมาณ 3 วันที่ผ่านมา มีการเผยแพร่คลิปเสียงซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดกาญจนบุรี โดยภายในคลิปมีข้อความหลายช่วงที่เข้าข่ายอาจฝ่าฝืนกฎหมายการเลือกตั้ง และมีถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม อาจกระทบต่อหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ภายหลังคลิปเสียงดังกล่าวถูกเผยแพร่ ผู้ที่ถูกพาดพิงได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวน โดยยืนยันว่า ไม่ใช่เสียงของตนเอง และระบุว่าเป็นคลิปที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI ขณะที่นายพนม ผู้สมัคร สส. ของพรรคเพื่อไทย ได้แจ้งต่อพรรคว่า คลิปเสียงดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อพรรค และขอให้พรรคดำเนินการตามกฎหมาย โดยเฉพาะในส่วนที่เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งมีหลายประเด็นที่อาจเป็นความผิด
นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า เพื่อให้เกิดความชัดเจน พรรคจึงเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องและบุคคลซึ่งปรากฏอยู่ในคลิปเสียงมาให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชน เพื่อชี้แจงที่มาที่ไปของคลิปดังกล่าว และใช้ประกอบการพิจารณาดำเนินการทางกฎหมาย
ด้านนายอานนท์ ถนอมวงษ์ อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่า คลิปเสียงดังกล่าวเป็นคลิปที่ตนเองเป็นผู้บันทึกไว้ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา ช่วงเวลาประมาณ 08.00 น. ขณะอยู่กับนายปรีชา จิรวงศ์สุธารมณ์ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลปิล๊อก โดยในขณะนั้นมีสายโทรศัพท์เข้ามาที่โทรศัพท์ของนายปรีชา และมีการขอพูดคุยกับตนเอง
นายอานนท์ ระบุว่า ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการโทรศัพท์ข่มขู่ จึงตัดสินใจบันทึกเสียงไว้เพื่อป้องกันตัวเอง ภายหลังได้ฟังคลิปแล้ว จึงนำไปปรึกษาเพื่อนหลายคนว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่ ก่อนจะส่งต่อให้บุคคลใกล้ชิดรับทราบ โดยยืนยันว่าเสียงที่ปรากฏในคลิปเป็นเสียงของบุคคลที่โทรเข้ามาจริง และเป็นคลิปที่บันทึกจากโทรศัพท์มือถือ
ขณะที่นายพนม ระบุว่า ตนเองเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากคลิปเสียงดังกล่าว เนื่องจากในคลิปมีการกล่าวอ้างว่าพรรคของผู้พูดจะเป็นพรรคที่ได้จัดตั้งรัฐบาลอย่างแน่นอน ส่วนพรรคเพื่อไทยจะต้องไปเป็นฝ่ายค้าน พร้อมทั้งกล่าวในลักษณะข่มขู่ว่า หากเป็นฝ่ายค้านจะไม่สามารถนำงบประมาณลงพื้นที่ได้ และยังมีการใช้ถ้อยคำโจมตีพรรคที่ตนเองสังกัดอย่างรุนแรง ซึ่งทำให้ประชาชนบางส่วนอาจเกิดความเข้าใจผิด และลังเลในการสนับสนุนตนเองในฐานะผู้สมัคร สส. ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่
นายชูศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเช้า ขณะมีนักการเมืองในพื้นที่อยู่ที่บ้าน และมีการโทรศัพท์เข้ามาพูดคุยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ทำให้ผู้บันทึกเสียงมีความระมัดระวัง เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการพูดจาข่มขู่ในลักษณะคล้ายกัน จึงบันทึกคลิปไว้เป็นหลักฐานและส่งต่อให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบว่าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น
นายชูศักดิ์ ระบุว่า นายพนมได้ร้องขอให้พรรคเพื่อไทยดำเนินการตามกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งคณะกรรมการบริหารพรรคได้พิจารณาแล้วเห็นว่า คลิปเสียงดังกล่าวเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งหลายประการ อาทิ การใส่ร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จ การชักจูงด้วยการให้คำมั่นสัญญา และการทำให้ประชาชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับคะแนนนิยมของผู้สมัคร ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 73 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเมื่อวานนี้ คณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยจึงมีมติให้ยื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้มีการไต่สวนและดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับคลิปเสียงดังกล่าว และมอบหมายให้นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ เป็นผู้ยื่นคำร้องพร้อมพยานหลักฐานต่อ กกต. ในวันนี้
เมื่อถูกตั้งคำถามถึงกรณีที่อีกฝ่ายออกมาอ้างว่า คลิปเสียงดังกล่าวไม่ใช่เสียงของตนเอง นายอานนท์ ในฐานะผู้บันทึกคลิป ยืนยันว่า บุคคลที่ติดต่อพูดคุยกับตนเองเป็นเจ้าของโทรศัพท์ที่ระบุชื่อชัดเจน โดยมีการเอ่ยชื่อขอสายพูดคุยกับตนเองโดยตรง และมีการโทรศัพท์ติดต่อกันหลายครั้ง หลังจากนั้นยังมีการพูดคุยกันในลักษณะเชิญชวนด้วยตนเอง ยืนยันว่าไม่มีการข่มขู่แต่อย่างใด
ด้านการดำเนินคดี นายนรวิชญ์ เปิดเผยว่า วันนี้นายอานนท์ได้มอบคลิปเสียงดังกล่าว พร้อมเอกสารรับรองการถอดเทปให้ฝ่ายกฎหมาย เพื่อนำไปยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งถือเป็นพยานหลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่งประกอบการสอบสวน ส่วนกรณีคลิปเสียงเป็นของจริงหรือเป็นเสียงที่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นั้น จะต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ต่อไป อย่างไรก็ตาม บุคคลที่เกี่ยวข้องในคลิปเสียงได้ยืนยันแล้วว่าเป็นคลิปเสียงจริง
เมื่อสอบถามถึงความสัมพันธ์ก่อนเกิดเหตุ นายอานนท์ ระบุว่า ไม่เคยร่วมงานกันมาก่อน โดยคู่กรณีใช้โทรศัพท์ของบุคคลที่คาดว่าเป็นลูกน้อง ซึ่งเป็นหมายเลขที่ปรากฏในคลิปเสียง และเป็นเบอร์ของนักการเมืองท้องถิ่นรายหนึ่ง ซึ่งเป็นบุคคลที่รู้จักกัน
สำหรับแรงจูงใจในการติดต่อพูดคุย นายอานนท์ คาดว่า อาจเป็นเพราะตนเองเคยเป็นอดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดในพื้นที่ และมีความใกล้ชิดกับประชาชน จึงอาจถูกขอให้ช่วยในเรื่องคะแนนเสียง โดยยืนยันว่าเป็นการพูดคุยกันครั้งแรก
ขณะที่นายชูศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการยื่นร้องตามกฎหมายเลือกตั้งแล้ว กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายกฎหมาย ซึ่งมีหลายประเด็นที่ต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบ
ด้านผลกระทบหลังคลิปเสียงถูกเผยแพร่ออกไป นายพนม ระบุว่า มีประชาชนจำนวนมากเข้ามาสอบถามด้วยความกังวล โดยเฉพาะประเด็นว่าหากเลือกตนเองแล้วจะต้องไปเป็นฝ่ายค้านและจะไม่ได้รับงบประมาณหรือไม่ ซึ่งสร้างความสับสนและความตกใจให้กับประชาชนในพื้นที่ ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าคะแนนนิยมอาจลดลง และผู้ที่เคยตั้งใจสนับสนุนอาจเปลี่ยนใจ เนื่องจากเนื้อหาในคลิปมีลักษณะชักจูงให้ประชาชนไม่สนับสนุนตนเอง
เมื่อถูกถามถึงความกังวลด้านความปลอดภัยหลังออกมาแถลงข่าวเปิดหน้า นายพนม ชี้แจงว่า เหตุผลที่ต้องออกมาชี้แจงต่อสาธารณะ เนื่องจากอีกฝ่ายได้แจ้งความกล่าวหาว่าคลิปเสียงเป็นคลิป AI และอาจถูกมองว่าเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อหวังผลทางการเมือง หากไม่ออกมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงอาจเกิดกระแสตีกลับ ยืนยันว่าไม่หวั่นไหว พร้อมระบุว่าการทำงานทางการเมืองของตนมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชน และไม่ได้คิดร้ายต่อใคร
ขณะที่นายอานนท์ ยอมรับว่ามีความกังวลอยู่บ้าง แต่ย้ำว่าความถูกต้องและความเป็นธรรมในการเลือกตั้งต้องมาก่อน ตนเองอยู่กับการเมืองในพื้นที่มาเป็นเวลานาน และไม่เคยเกิดเหตุลักษณะเช่นนี้มาก่อน ถือเป็นครั้งแรกที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนในพื้นที่
ส่วนกรณีที่มีการตั้งคำถามว่า หัวหน้าพรรคของคู่กรณีควรต้องออกมารับผิดชอบหรือไม่ นายชูศักดิ์ ระบุว่า ตามกฎหมายการเลือกตั้ง ความรับผิดสามารถเชื่อมโยงไปถึงพรรคการเมืองได้ หากทราบว่ามีสมาชิกกระทำผิดกฎหมายและมีการสั่งการหรือปล่อยปละละเลย อย่างไรก็ตาม ในขั้นต้น พรรคจะมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายยื่นคำร้องต่อ กกต. ก่อน ส่วนประเด็นความรับผิดของพรรคหรือข้อกล่าวหาอื่น ๆ อยู่ระหว่างการพิจารณาเพิ่มเติม
สำหรับข้อกังวลว่าการดำเนินการดังกล่าวในช่วงใกล้วันเลือกตั้งจะเป็นการสกัดคู่แข่งทางการเมืองหรือไม่ นายชูศักดิ์ ระบุว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องการเมืองอย่างชัดเจน เนื่องจากเนื้อหาในคลิปเป็นการพูดเพื่อชักจูงทางการเมือง แต่หากการกระทำเข้าข่ายไม่ถูกต้องหรืออาจฝ่าฝืนกฎหมาย พรรคก็จำเป็นต้องใช้สิทธิตามกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้การใช้อำนาจรัฐหรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ทำให้การเลือกตั้งขาดความบริสุทธิ์และความยุติธรรม โดยยืนยันว่า คณะกรรมการบริหารพรรคมีมติชัดเจนให้ดำเนินการตามกฎหมายเลือกตั้งต่อไป
z-z1603487247937.jpg)