“นิกรเดช” ลั่น สันติภาพต้องมาจากการกระทำ ไม่ใช่อยู่แค่บนกระดาษ ชี้ ไทยใช้ความอดกลั้นอย่างสูง แต่ไม่เพิกเฉยต่อการละเมิดข้อตกลง
โพสต์เมื่อ : 23 ธ.ค 2568 เวลา 7:32 น.
“นิกรเดช” ลั่น สันติภาพต้องมาจากการกระทำ ไม่ใช่อยู่แค่บนกระดาษ ชี้ ไทยใช้ความอดกลั้นอย่างสูง แต่ไม่เพิกเฉยต่อการละเมิดข้อตกลง ไทยย้ำ 3 เงื่อนไขลดตึงเครียดชายแดน กัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน-กัมพูชาต้องหยุดยิงจริง-ร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด
วันที่ 23 ธ.ค. 68 ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวภายหลังนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษ ว่าด้วยสถานการณ์ชายแดนไทย กัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยมีมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนเป็นประธานการประชุม
นายนิกรเดช เผยว่า การประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อหารือสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา เปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกอาเซียนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยทุกประเทศต่างสนับสนุนให้เกิดการคลี่คลายสถานการณ์และลดความตึงเครียด โดยภายหลังการประชุม กระทรวงการต่างประเทศของไทยและมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน ได้ออกแถลงการณ์ในประเด็นดังกล่าวแล้ว พร้อมขอบคุณมาเลเซียที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม และขอบคุณประเทศสมาชิกอาเซียนที่แสดงความปรารถนาดีและมีบทบาทอย่างสร้างสรรค์ สะท้อนหลักการอาเซียนเป็นศูนย์กลางในการแก้ไขปัญหาภูมิภาค
นายนิกรเดช เผยว่า การประชุมครั้งนี้เปิดโอกาสให้ไทยได้แสดงจุดยืนสำคัญ 3 ประการ
ประการแรก ไทยได้ชี้แจงข้อเท็จจริงของสถานการณ์ต่อประเทศสมาชิกอาเซียน พร้อมย้ำถึงความปรารถนาดีและความต้องการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับกัมพูชาในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน โดยในอดีตไทยได้มีบทบาทสนับสนุนการฟื้นฟูสันติภาพของกัมพูชา ทั้งการเปิดรับผู้อพยพจากสงคราม การสนับสนุนด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการช่วยเหลือด้านโครงสร้างพื้นฐาน อันสะท้อนว่าไทยไม่เคยมีเจตนาจะก่อให้เกิดความขัดแย้งกับกัมพูชา
ประการที่สอง ไทยย้ำว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความตึงเครียด ไทยพยายามแก้ไขปัญหาในกรอบทวิภาคีมาโดยตลอด ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามนำประเด็นเข้าสู่เวทีระหว่างประเทศ ทั้งที่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนควรเกิดจากการหารือโดยตรงระหว่างสองประเทศ พร้อมชี้ว่าพฤติกรรมบางประการของผู้นำกัมพูชาได้บั่นทอนความไว้วางใจซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาร่วมกัน ไทยจึงย้ำต่อที่ประชุมว่า ไทยปฏิบัติตามข้อตกลงทวิภาคีมาอย่างเคร่งครัด ทั้งข้อตกลงหยุดยิงและถ้อยแถลงร่วม โดยเห็นว่าถ้อยแถลงร่วมเป็นเส้นทางสู่สันติภาพ ซึ่งจะเกิดผลได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายยึดมั่นและปฏิบัติตามทุกข้ออย่างเท่าเทียม
นายนิกรเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยใช้ความอดกลั้นอย่างสูง แต่พบว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดพันธกรณีตามข้อตกลงทวิภาคีและกฎหมายระหว่างประเทศหลายครั้ง โดยเฉพาะกรณีการวางทุ่นระเบิด ซึ่งยังไม่ได้รับคำชี้แจงที่ชัดเจนจากฝ่ายกัมพูชา ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ธันวาคมที่ผ่านมา ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจนต้องสูญเสียขาเป็นรายที่ 8 จากเหตุทุ่นระเบิดใหม่ ไทยจึงได้ออกแถลงการณ์ประณามอย่างรุนแรง พร้อมส่งหนังสือประท้วงไปยังกัมพูชา แจ้งต่อประเทศแซมเบียในฐานะประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวาครั้งที่ 23 และแจ้งต่อเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อดำเนินการตามกลไกระหว่างประเทศ
ประการที่สาม ไทยได้แจ้งเงื่อนไขสำคัญ 3 ประการ ที่จะนำไปสู่การลดระดับความตึงเครียด ได้แก่
1.กัมพูชาต้องเป็นฝ่ายประกาศหยุดยิงก่อน
2.การหยุดยิงต้องเกิดขึ้นจริง ต่อเนื่อง และสามารถตรวจสอบได้ในพื้นที่โดยฝ่ายทหาร
3.กัมพูชาต้องร่วมมือกับไทยในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างจริงจัง
จากการหารือร่วมกันในที่ประชุม เห็นพ้องว่าการหยุดยิงต้องเกิดจากการหารือของทหารทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่การประกาศฝ่ายเดียว โดยจะมีการจัดประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ในวันที่ 24 ธันวาคมนี้ ที่จังหวัดชายแดนฝั่งไทย เพื่อหารือแนวทางการหยุดยิงและกลไกการตรวจสอบโดยผู้สังเกตการณ์อาเซียนในรายละเอียด
นายนิกรเดช ย้ำว่า พัฒนาการดังกล่าวสอดคล้องกับท่าทีของไทยที่เห็นว่าการหยุดยิงต้องตั้งอยู่บนความเป็นจริงในพื้นที่ มีการประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคงอย่างรอบด้าน และอาศัยเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ของทั้งสองฝ่าย เพื่อให้เกิดสันติภาพอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ นายนิกรเดช ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าประเทศไทยจะหารือกับกัมพูชาบนพื้นฐานของผลประโยชน์และอธิปไตยบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย รวมถึงความปลอดภัยของประชาชนประเทศไทย ซึ่งสันติภาพที่ยั่งยืนจะต้องมาพร้อมกับความมั่นคงและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน เพราะฝ่ายไทยหวังที่จะเห็นความจริงใจของกัมพูชาที่สะท้อนผ่านการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมเพื่อสันติภาพที่แท้จริง จะต้องมาจากการกระทำ ไม่ใช่สันติภาพที่อยู่บนกระดาษเท่านั้น
เมื่อถามว่า ประเทศไทยมองบทบาทของจีนในการสนับสนุนการเจรจาและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนด้วยสันติภาพอย่างไรบ้าง นายนิกรเดช เผยว่า ประเทศไทยขอขอบคุณจีนสำหรับการมีส่วนร่วมและบทบาทของจีนต่อสถานการณ์เผชิญหน้าระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา จีนได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าจะไม่แทรกแซง แต่จีนก็มีแนวทางของตนเองในการช่วยสนับสนุนทั้งสองประเทศ หากมีความจำเป็น เพื่อช่วยให้หาจุดร่วมกันได้ และขอขอบคุณที่จีนได้ส่งเอกอัครราชทูตเดินทางไปยังทั้งสองประเทศ โดยได้เข้าพบกับนายกรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ และสารที่เอกอัครราชทูตสื่อสารก็สอดคล้องกับสิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หวัง อี้ ได้กล่าวไว้ นั่นคือ จีนมีความเป็นกลางและประสงค์จะเห็นสันติภาพ ซึ่งประเทศไทยขอขอบคุณในจุดยืนดังกล่าว โดยเฉพาะหลักการไม่แทรกแซง และแนวทางเฉพาะของจีนในการจัดการกับประเด็นนี้ ซึ่งนี่คือท่าทีของจีนในขณะนี้ และเราจะมีการรายงานข้อมูลให้จีนทราบต่อไป
เมื่อถามว่าในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ หารือถึงสถานการณ์ไทย-กัมพูชาเมื่อวานนี้(22 ธ.ค. 68) ท่าทีของประเทศสมาชิกอาเซียน ต่อเรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะประเทศฟิลิปปินส์ ที่จะรับตำแหน่งประธานอาเซียนในปีหน้า นายนิกรเดช กล่าวว่า ครั้งนี้สิ่งหนึ่งที่สมาชิกประเทศอาเซียนทั้ง 11 ประเทศรวมไทยด้วย ได้พูดตรงกันและเห็นตรงกันคือทุกคนเข้าใจหมดว่าเรื่องของการมีสันติภาพ มันจะต้องเริ่มจากการหารือกันโดยฝ่ายความมั่นคง จะมาพูดถึงกระดาษแผ่นหนึ่งแล้วบอกว่าสองฝ่ายจะถอยห่างจากกัน ตรงนั้นมันได้พิสูจน์แล้วว่าใช้ไม่ได้
ดังนั้นทุกคน ทุกประเทศ จะพูดตรงกันว่าเห็นชอบเห็นพ้อง ที่จะต้องมีกลไกอะไรบางอย่างตามที่ไทยเสนอ คือเริ่มจากการให้ฝ่ายความมั่นคงเห็นตรงกันว่ามาตรการที่ควรจะเป็นคืออะไร ฝ่ายไทยได้พูดไปคราวที่แล้วว่า ทำไมความตกลงไม่ยั่งยืน อาจจะเป็นเพราะเราต้องถูกเร่งให้บรรลุข้อตกลงอะไรบางอย่าง เพื่อให้มีผลสำเร็จออกมา แต่ครั้งนี้เราก็จะไม่ทำเช่นนั้นอีก เราจะใช้เวลาตามที่จำเป็นเพื่อให้มันมั่นใจ
นายนิกรเดช กล่าวต่อว่า อีกสิ่งหนึ่งที่ทุกประเทศเห็นพ้อง คือเข้าใจท่าทีของไทยว่า มันไม่มีเหตุผลอะไรที่ไทยต้องการความขัดแย้ง หากมองไปในประวัติศาสตร์ อดีต ปัจจุบันหรืออนาคต ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่คิดว่าไทยต้องการความขัดแย้ง เพราะทุกคนเห็นข้อนั้น ดังนั้นทุกคนก็เปิดรับข้อเสนอของไทยที่เราวางขั้นตอนเอาไว้ 3 ขั้นตอน ซึ่งทุกคนจะสังเกตในการแชร์ไทม์ไลน์ของประเทศมาเลเซีย ว่ามีการพูดถึงการเก็บกู้ทุ่นระเบิด คือทุกคนรู้ว่าประเด็นที่เราจะต้องแก้ไขและประเด็นต้นปัญหาส่วนหนึ่งคือเรื่องของการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล เรื่องนี้ประเทศอาเซียนให้การสนับสนุนทั้งสิ้น
ส่วนประเทศฟิลิปปินส์นั้น ก็ไม่ได้พูดอะไรเยอะ แค่พูดว่าในฐานะประธานอาเซียนคนใหม่ พร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยให้ หากได้รับการร้องขอและพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกฝ่าย ทั้งเรื่องของการมีส่วนร่วมในการเป็น AOT และอื่นๆ
z-z1603487247937.jpg)