닫기

ปกข่าวไลน์ใหม่เว็บ88

“พรรคประชาชน” ตั้ง 6 ทีมติดตาม-ตรวจสอบแผ่นดินไหว เพื่อให้ ปชช.เข้าถึงสิทธิ์การเยียวยาอย่างเป็นธรรม มองรัฐบาลควรสร้างความเชื่อมั่นทางการช่วยเหลือหลังแผ่นดินไหว ชี้เป็นก้าวแรกที่ดีตรวจสอบตึกถล่ม แนะสร้างความเชื่อมั่นให้ ปชช.ควรโปร่งใสตรงไปตรงมา



วันที่ 1 เม.ย. 68 ที่ พรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และ สส.ของพรรคประชาชน แถลงแนะนำทีมติดตามประเด็น และประมวลข้อเสนอต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหว-ตึกถล่ม ต่อรัฐบาล โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสียในเหตุการณ์แผ่นดินไหวในครั้งนี้ และส่งกำลังใจไปยังเจ้าหน้าที่ทุกคนที่กำลังปฎิบัติหน้าที่ และส่งกำลังใจไปถึงครอบครัวญาติพี่น้องของทุกคนที่ติดตามฟังข่าวการกู้ชีพค้นหาผู้รอดชีวิตจากเหตุตึก สตง. ถล่ม 

ยืนยันต่อประชาชนว่าภารกิจของพรรคประชาชนในช่วงเกิดเหตุภัยพิบัติ 2-3 วัน ที่ผ่านมา เพื่อการช่วยเหลือสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐรับการช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ประชาชนได้รับการช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด ทันทีเกิดเหตุได้ลงพื้นที่ตึก สตง. ได้แจ้งเปลี่ยนเครือข่ายทั่วประเทศและ สส.พรรคประชาชน ลงพื้นที่รับฟังปัญหาของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อนำมาประสานงานต่อ 

จนได้มีการเปิดเว็บไซต์การแสดงผลว่ามีประชาชนในพื้นที่ใดได้รับผลกระทบทั่วทั้งประเทศ และมีดำเนินการบางส่วนในการเร่งให้ประชาชนมีความเชื่อมั่น ในการเข้าไปพักอาศัยในที่พักซึ่งเป็นอาคารสูงต่อไปได้ เช่น การลงพื้นที่คอนโดจังหวัดนนทบุรี สำรวจอาคารเบื้องต้น ที่เรียกว่าการตรวจอาคารเบื้องต้น เท่านั้นไม่ใช่การตรวจอย่างเป็นทางการ เพื่อให้เกิดความมั่นใจต่อโครงสร้างอาคารที่พักอาศัย

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการทำงานอย่างเป็นระบบ มี สส. ซึ่งเป็นคณะทำงาน นำโดยนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ฝ่ายกิจการพิเศษ  ได้ทำงานหลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหว เพื่อเตรียมคณะทำงาน เยียวยาช่วยเหลือเฉพาะ -ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการเยียวยาประชาชนได้รับผลกระทบ ทั้งตัวอาคารและบุคคล-ข้อเสนอมาตรการระยะยาวที่เตรียมข้อมูลสื่อสารเพื่อให้เกิดความชัดเจน และให้เชื่อมั่นว่าพรรคประชาชนในเหตุวิกฤตนี้มีความตั้งใจเป็นหนึ่งเดียวคือการทำงานร่วมสนับสนุนกับทุกภาคส่วนทำให้ประชาชนทุกคนได้รับการแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุดและมีความอุ่นใจมากที่สุด

จากนั้นนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญในภารกิจนี้คือการใช้ความเป็น สส. ยึดโยงกับประชาชนอย่างแนบแน่นในการทำงานสนับสนุนรัฐบาลและหน่วยงานราชการ เพื่อคลายความกังวลและความสับสนของประชาชนโดยเร็ว และทำให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิ์การเยียวยาภาครัฐและประกันภัยอย่างรวดเร็วเสมอภาคเป็นธรรม 

โดยได้แนะนำหัวหน้าทีมภารกิจย่อยประกอบด้วย
 1.  นายพริษฐ์ วัชรสินธุ :การสำรวจอาคารสูง โรงแรม โรงพยาบาล 
 2. นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ : ทำให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบเข้าถึงการเยียวยาภาครัฐม.30 ตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย เรียกร้องสินไหมทดแทน เบื้องต้นทราบว่าเยียวยาไม่เกินครอบครัวละ 49,500 บาท โดยประสาน คปภ. หรือเสนอมาตรการต่างๆต่อรัฐบาล ในการลดหย่อนภาษีหรือออกเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ กำกับควบคุมวัสดุก่อสร้างไม่ให้เป็นการซ้ำเติมผู้ประสบภัย
3.นายเซีย จำปาทอง : แรงงานที่สูญหายได้นับผลกระทบ การเยียวยาแรงงาน เพราะหลายคนไม่ได้ลงทะเบียนประกันสังคม 
4.นายสุรเชษฐ์ ประวีนวงศ์วุฒิ : ตรวจสอบกรณีอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถล่ม ติดตามตรวจสอบข้อสงสัยต่างๆ จะต้องดำเนินการอย่างรัดกุมรอบคอบใช้หลักวิศวกรรมเป็นหลัก ไม่ด่วนสรุปเพราะอาจทำให้รัฐเสียผลประโยชน์ต่อการเรียกร้องประกันภัย
5.นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล : ตรวจสอบนายทุนชาวต่างชาติ กินรวบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างไทย 
6.นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล :  Cell Broadcast (เซลบรอดแคส) เพื่อให้มั่นใจว่าภายในเดือนกรกฎาคมนี้จะมีระบบแจ้งเตือนฉุกเฉินภัยพิบัติ อย่างทันท่วงที 

ส่วนนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ วางแผนรับมือภัยพิบัติอย่างระยะยาว ทั้งระบบราชการและงบประมาณ โดยย้ำบทบาทของพรรคประชาชนการเร่งสนับสนุนช่วยเหลือเยียวยาประชาชนให้ได้รับการช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด และบทบาทที่สำคัญคือการส่งข้อเสนอแนะเพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นต่อการบริหารจัดการของรัฐบาล มีความจำเป็น 2 ส่วน การดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพและมีความชัดเจนมากเพียงพอ 

การดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพคือการตั้งระบบบริหารจัดการภัยพิบัติรวมศูนย์ไว้ส่วนกลาง เช่นในพื้นที่ภาคเหนือมีอาคารที่ได้รับผลกระทบ สิ่งที่ต้องการความชัดเจนคือการติดตามความคืบหน้าว่าจะได้รับการช่วยเหลือหรือการตรวจอาคารเมื่อไหร่ รวมถึงการชดเชยเยียวยา พร้อมกันนี้กล่าวชื่นชมการทำงานของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งรัฐบาลและกรุงเทพมหานคร 

เช่น กรุงเทพมหาระบบทราฟฟี่ฟองดู ในการบริหารจัดการ ที่สามารถติดตามความคืบหน้าในการประสานงานดำเนินการได้ และ คิดว่าทุกคนต้องการเห็นการจัดการอย่างเป็นระบบโดยวิธีการดังกล่าวในทุกพื้นที่ทั่วทั้งประเทศ และชี้ว่าระบบทราฟฟี่ฟองดู พร้อมใช้ไม่ต้องมีการติดตั้ง เห็นว่าสามารถใช้ระบบนี้ในทุกจังหวัดได้ทันที 

“รวมถึงนายกรัฐมนตรีสามารถสื่อสารโดยตรงไปยังประชาชนทั่วประเทศ ยอมรับตามข้อเท็จจริงว่าหลายพื้นที่ที่ได้ไปลงพื้นที่มาประชาชนในต่างจังหวัดยังค่อนข้างมีความสับสนอยู่เล็กน้อยเพราะแต่ละพื้นที่มีช่องทางทางราชการส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นที่มีช่องทางการรับเรื่องโดยตรงจากประชาชนทำให้ประชาชนแต่ละพื้นที่มีความสับสนว่าจะต้องแจ้งเรื่องทางใด ประกอบกับระบบการบริหารปัจจุบันที่ยังต่างคนต่างทำทำให้ส่วนกลางอาจไม่เห็นภาพรวมทั้งหมด หากแจ้งเรื่องไปยังช่องทางที่ต่างกัน” นายณัฐพงษ์กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อ เรื่องคอลเซ็นเตอร์ที่สำนักนายกรัฐมนตรีได้สื่อสารแล้ว 1784 ของ ปภ. จำเป็นที่ต้องเปิดรับเรื่องจากประชาชนต่อไป สำหรับบางส่วนที่ไม่สะดวกแจ้งผ่าน LINE แอพพลิเคชั่น ข้อเสนอแนะที่อยากให้รัฐบาลบริหารจัดการอย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยข้อเสนอแนะระยะยาวเมื่อบูรณาการข้อมูลภัยพิบัติร่วมกัน สามารถรับมือเหตุภัยพิบัติทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวได้อย่างดีต่อไป เช่น การตรวจสอบโครงสร้างอาคาร การติดตามเงินเยียวยา การวางแผนรับมือระยะยาว สิ่งที่เกิดขึ้นภัยพิบัติแผ่นดินไหว เกิดขึ้นครั้งแรกประวัติศาสตร์ในประเทศไทย ยอมรับว่ายังมีอาคารอีกหลายแห่ง ก่อสร้างก่อนที่จะมีกฎกระทรวงปี 2550 ที่กำหนดให้การสร้างอาคารรองรับแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหว 

“การมีข้อมูลบูรณาการให้เห็นภาพรวมทั้งหมด อย่างน้อยการวางแผนในระยะยาวเพื่อรับมือแผ่นดินไหวในครั้งต่อไปรัฐบาลจะมีตัวเลขที่ชัดเจนแถลงให้กับประชาชนรับทราบ ว่าอาคารไหนบ้างจำเป็นต้องมีการเสริมแรงตามหลักวิศวกรรมเพื่อให้รองรับกับเหตุแผ่นดินไหวที่อาจจะรุนแรงมากขึ้นในอนาคตได้” นายณัฐพงษ์กล่าว

หัวหน้าพรรคประชาชนพูดถึงระบบ  Cell Broadcast ซึ่งนายกรัฐมนตรียืนยันแล้วว่าจะพร้อมใช้ในเดือนกรกฎาคม ว่า เป็นแรงใจให้เจ้าที่ตั้งระบบนี้โดยเร็วที่สุดและฝ่ายค้านจะทำหน้าที่ในฐานะพรรคการเมือง ในฐานะ สส. ช่วยติดตามต่อไป และส่งข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลต่อไป อย่างน้อยหากมีระบบการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์จัดลำดับความสำคัญช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเช่นโรงพยาบาล การส่งข้อความแจ้งเตือนประชาชนอย่างถ่อย 3-4 นาทีเป็นช่วงเวลาสำคัญให้ประชาชนได้รับทราบข้อปฏิบัติในช่วงเกิดเหตุภัยพิบัติ หลบหนีออกจากอาคารได้ทันท่วงทีก่อนเกิดเหตุไม่คาดคิด จะส่งข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลดำเนินการต่อไป

เมื่อถามว่ามีกรอบระยะเวลาในการทำงานหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตราบใดที่ยังมีความเดือดร้อนอยู่ ผู้ที่ได้รับผลกระทบยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ คณะทำงานชุดนี้ก็จะทำงานต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการตรวจสอบ  ส่วนรูปแบบที่จะเสนอไปยังรัฐบาล คิดว่าคงใช้หลายๆกลไกเช่นกลไกในกรรมาธิการ ที่สามารถทำรายงานส่งข้อเสนอแนะและข้อสังเกตไปยังรัฐบาลได้รวมถึงการแถลงข่าวซึ่งจะใช้ทุกช่องทางที่มีอยู่

เมื่อถามว่าขณะนี้ประชาชนยังวิตกกังวลอยู่ รัฐบาลควรมีการรวมศูนย์ข้อมูลเพื่อแจ้งให้ประชาชนทราบหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่น ทันทีที่เกิดเหตุภัยพิบัติ อย่างน้อยการออกมาสื่อสารให้เกิดความเชื่อมั่นต่อประชาชน ว่ารัฐบาลดูแลอยู่และมีช่องทางใดให้ประชาชนติดต่อขอความช่วยเหลือ ความเชื่อมั่นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง 

นอกจากระบบการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์การจัดการที่มีประสิทธิภาพ อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องความโปร่งใส ต้องยอมรับตามข้อเท็จจริงว่าขณะนี้ มีข้อสงสัยจากหลายภาคส่วนในสังคม ต่อเหตุการณ์ที่ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ  สตง. ถล่ม ตนเองคิดว่า ในส่วนที่มีการเปิดให้เข้าตรวจสอบต่าง ๆ ถือเป็นก้าวแรกที่ดีแต่ขั้นตอนต่อจากนี้จนถึงได้ข้อสรุป ว่าเหตุที่ตึกถล่มเกิดจาก แบบที่ไม่รองรับไม่ดี หรือเกิดจากการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานกระบวนการทั้งหมดต้องมีความโปร่งใสสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้

ส่วนจำเป็นหรือไม่ที่ดีเอสไอต้องรับเป็นคดีพิเศษนั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจน เพราะ จากการตรวจสอบของคุณภาพเหล็ก พบว่ามีบางส่วนที่อาจไม่ได้มาตรฐาน แต่ส่วนใหญ่ก็อาจผ่านเกณฑ์อยู่ เพราะฉะนั้นตอนนี้อาจจะเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเกิดจากแบบการก่อสร้าง หรือว่าเกิดจากที่วัสดุไม่ดีหรือการควบคุมการก่อสร้างไม่ดี จึงคิดว่าควรรอให้ทราบสาเหตุที่แน่ชัดก่อน ถึงจะตอบได้ว่าควรดำเนินการต่อไปอย่างไร 

เมื่อถามว่าขณะนี้มีการล็อบบี้ว่าให้ตรวจสอบตึกสตง.อย่างโปร่งใสมองอย่างไรนั้น นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า สิ่งสำคัญในช่วงเหตุวิกฤตคือการสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน นอกจากการตอบสนองอย่างรวดเร็ว ก็คือเรื่องของความโปร่งใสด้วย ถ้ากระบวนการตรวจสอบ หากรัฐบาลดำเนินการโปร่งใสไม่มากเพียงพออาจทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นได้ เพราะฉะนั้นหลังจากนี้เป็นต้นไป เพื่อทำให้ประชาชนทุกคนมีความเชื่อมั่นต่อรัฐมากขึ้น และคลายข้อกังวลใจต่อเหตุภัยพิบัติมากขึ้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐควรดำเนินการ ด้วยความโปร่งใสอย่างตรงไปตรงมา