“ธนพร” แนะ 'เพื่อไทย' เปิดศึกซักฟอก “ธรรมนัส” คนเดียว
โพสต์เมื่อ : 1 พ.ย 2568 เวลา 15:5 น.
“ธนพร” ชี้ “จุลพันธ์” นั่งหัวหน้า พท. ยังไม่พ้นร่มเงา “นายใหญ่” แนะเปิดศึกซักฟอก “ธรรมนัส” คนเดียว ชิงกระแส–กู้ศรัทธา พรรคเพื่อไทยคืน
วันที่ 1 พ.ย. 2568 ผศ.ดร.ธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์นโยบายและการเมือง ให้สัมภาษณ์กับ The Room 44 หลัง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ขึ้นแท่นหัวเรือใหญ่พรรคเพื่อไทย โดยระบุว่า การที่นายจุลพันธ์ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้นั้น คงจะไม่พ้นร่มเงาของ “นายใหญ่” เพราะก็ไม่ต่างจาก นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว เมื่อปี 2566 เพราะฉะนั้นแล้ว เรื่องที่นายจุลพันธ์ได้ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่การ “แชร์อำนาจ” หรือ “ขึ้นโมเดลใหม่” ของพรรคเพื่อไทย แต่เป็น “โมเดลเดิม” ถ้าเป็นการแชร์อำนาจจริง ต้องเป็น “เดอะซัน” สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ หรือ สมศักดิ์ เทพสุทิน เท่านั้นถึงจะเรียกว่าแชร์อำนาจ เพราะว่านายสุริยะคือ “หัวจ่ายตัวจริง”
แต่ในเมื่อพรรคเพื่อไทย โดยนายใหญ่ได้ตัดสินใจแล้ว
ผศ.ดร.ธนพร กล่าวต่อว่า มีข้อเสนอถึงนายจุลพันธ์ 2 ข้อด้วยกัน
1. เรียกความเชื่อมั่นกลับคืน เชิญคุณพ่อ “นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์” กลับพรรคให้ได้ก่อน ซึ่งถ้านายจุลพันธ์ทำได้จริง ก็จะสร้างความสง่างามในฐานะหัวหน้าพรรคเพิ่มมากยิ่งขึ้น และต้องขอขอบคุณนายจุลพันธ์ ที่รับฟังข้อเสนอของตน
2. ยังไม่ต้องคิดเรื่องรีแบรนด์พรรค เพราะงานเร่งด่วนที่ต้องทำคือ “ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรายบุคคล” และควรเจาะจงเป้าไปที่ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” เป็นอันดับแรก
เนื่องจาก นายธรรมนัส และพรรคกล้าธรรม เมื่อก่อนสนิทสนมกับพรรคเพื่อไทยและนายใหญ่ แต่พอมาร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคสีน้ำเงิน และจากการอภิปรายรัฐบาลที่ผ่านมา พอเพื่อไทยอภิปราย นายธรรมนัส ก็ถูกสวนกลับ ทำให้สังคมเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยอาจจะ “เกรงบารมี” ของ นายธรรมนัส
ดังนั้น นายจุลพันธ์ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทยรุ่นใหม่ ต้องแสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทย “ไม่ได้เกรงบารมีนายธรรมนัส” ส่วนวิธีที่แสดงออกได้ดีที่สุด คือ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ ร.อ.ธรรมนัส คนเดียว” แบบที่พรรคประชาธิปัตย์เคยอภิปราย นายบรรหาร ศิลปอาชา เมื่อปี 2538–2539 คืออภิปรายคนเดียว 3 วัน 3 คืน ซึ่งจะทำให้เกิดผลทางการเมืองชัดเจน เพราะเมื่อเพื่อไทยเปิดศึกอภิปรายนายธรรมนัส พรรคสีส้มก็ต้องร่วมวงถล่มด้วย เมื่อพรรคสีแดง–สีส้ม รุมถล่มนายธรรมนัส สองพรรคนี้มีเสียง สส.รวมกันเกือบ 300 เสียง เท่ากับว่าในเชิงคณิตศาสตร์ทางการเมือง นายธรรมนัสจะไม่ได้รับเสียงไว้วางใจเกินกึ่งหนึ่งของสภาฯ แน่นอน นายธรรมนัสจะเหลือทางเลือกเพียง 2 ทาง คือ 1. ทำแบบบรรหาร — ลาออกเอง 2. ปล่อยให้สภาฯ ลงมติไม่ไว้วางใจ
ดังนั้น หากพรรคเพื่อไทยทำเรื่องนี้ก่อนพรรคสีส้ม ก็จะชิงความเป็นผู้นำ และแสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้เกรงบารมีนายธรรมนัส แต่ใช้ “ข้อสงสัยของสังคม” เป็นตัวตั้ง นี่จะเป็นการพลิกบทบาทจาก “ฝ่ายแค้น” มาเป็น “ฝ่ายค้านมืออาชีพ” ซึ่งจะส่งผลดีต่อพรรคเพื่อไทยเอง เพราะฉะนั้น ถ้านายจุลพันธ์ทำได้ทั้งข้อ 1 และข้อ 2 พรรคเพื่อไทยก็มีโอกาสกลับมาอยู่ในการแข่งขันอันดับ 3 หรืออันดับ 2 ได้ แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยตามข้อเสนอ พรรคเพื่อไทยอาจจะหล่นไปอยู่อันดับ 4 หรือ 5
โดยข้อที่ 1 มีรายงานแล้วว่า นายจุลพันธ์ได้เชิญคุณพ่อ “นายสมพงษ์” กลับพรรคจริง ซึ่งตนก็รู้สึกยินดีที่เขารับฟังคำแนะนำ ส่วนข้อที่ 2 เป็นสิ่งที่นายจุลพันธ์ต้องทำอย่างยิ่ง แต่ถ้าถามว่าทำไมไม่แนะให้ยื่นอภิปรายเป็นคณะ เพราะถ้าพรรคเพื่อไทยยื่นอภิปรายทั้งคณะ พรรคสีส้มก็ไม่มีทางเลือก ต้องโหวตไม่ไว้วางใจ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ซึ่งเกมแบบนี้นายอนุทินไม่สามารถยอมให้เกิดขึ้นได้ และจะ “ยุบสภา” ทันที แม้พรรคเพื่อไทยจะได้ความสะใจ แต่ก็เท่ากับ “ดับฝัน” พรรคสีส้มไปตลอดกาล เพราะเป้าหมายสูงสุดของพรรคสีส้มคือ “การแก้รัฐธรรมนูญ” หากนายอนุทินยุบสภาก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญที่พรรคสีส้มตั้งเป้าไว้ก็จะไม่มีวันสำเร็จอีกเลย เพราะ สว. จะโหวตให้ได้เพียงครั้งเดียว
ดังนั้น “พรรคเพื่อไทยก็จะเท่ากับไปกระทืบเพื่อนซ้ำแล้วซ้ำเล่า” ตั้งแต่ตอนแรกที่ไปหักหลังข้ามขั้วจัดตั้งรัฐบาล จัดโปรไฟไหม้ สกัดทุกอย่าง พอเลือกตั้งเสร็จก็จะไม่มีใครคบ มันจะการันตีให้เพื่อไทยเป็น “ฝ่ายค้านถาวร” ซึ่งตนไม่อยากให้พรรคเพื่อไทยเสียโอกาสในการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้น เกมอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งคณะมันไม่เวิร์ก และ ไม่ได้ประโยชน์ อะไรเลย นอกจากความสะใจ แต่จะไม่มีพันธมิตรเหลืออยู่ในทางการเมือง แต่ถ้าหากเจาะอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายธรรมนัสเพียงคนเดียว จะมีแต่แต้มบวก และควรรีบยื่นก่อนที่พรรคสีส้มจะลงมือ — หากเปิดสมัยประชุมเมื่อใด ควรรีบยื่นทันที ไม่ต้องรอ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐบาลจะชิงยุบสภาก่อนยื่นอภิปรายหรือไม่ ผศ.ดร.ธนพร ตอบว่า หากยื่นอภิปรายเป็นรายบุคคล มันจะยุบสภาได้อย่างไร เพราะการอภิปรายรายบุคคลไม่กระทบคณะรัฐบาล แต่ถ้ายื่นทั้งคณะ อนุทินก็ไม่เหลือทางเลือก ต้องยุบแน่นอน
คำถามคือ “พรรคเพื่อไทยได้อะไร นอกจากความสะใจ?” แนวร่วมที่พอจะพูดคุยได้ หากหัวหน้าพรรคเปลี่ยนเป็นจุลพันธ์ที่เป็นคนรุ่นใหม่ ก็คือ “พรรคสีส้ม” แต่ถ้าไปดับฝันเขา ด้วยการทำให้กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญพัง พรรคสีส้มก็จะยิ่งแค้น และจะไม่มีทางร่วมมือกันอีก
อย่างไรก็ตามการที่ “นายใหญ่” ใช้บริการนายจุลพันธ์ โดยทิ้งนายสุริยะ ก็แปลว่าพรรคเพื่อไทยไม่สนใจ “กระสุน” ของสุริยะแล้ว ดังนั้น เมื่อไม่ใช้กระสุน ก็ต้อง “ใช้กระแส” ดึงคะแนน วิธีที่พรรคเพื่อไทยต้องทำในระยะสั้นเพื่อดึงกระแส มี 2 อย่างคือ 1. นายจุลพันธ์เชิญนายสมพงษ์กลับพรรค 2. เปิดอภิปราย ร.อ.ธรรมนัส แบบรายบุคคลทันที — และอภิปรายคนเดียวด้วย เหมือนที่พรรคประชาธิปัตย์เคยทำกับนายบรรหารมาก่อน ผศ.ดร.ธนพร กล่าว
z-z1603487247937.jpg)