닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บ2-Recovered-Recovered

“ดร.เอ้-สุชัชวีร์“ ขึ้นเวที กสศ. รุกตั้งเป้า 5 ปี ลดจำนวนเด็กหลุดระบบการศึกษา เสนอใช้ AI ติดตามประมวลผล


เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ห้อง Mitrtown Hall 1 สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพมหานคร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดงาน Equity Forum 2025 “ประเทศไทยกับการแก้ปัญหาเชิงระบบเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา” โดย กสศ.เปิดรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาปี 2567 และทิศทางสำคัญในปี 2568 โดยมีฝ่ายนโยบาย นักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน อาทิ นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) , นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ,นายเทอดชาติ ชัยพงษ์ สส.พรรคเพื่อไทย จ.เชียงราย และรองประธานกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร์, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เป็นผู้ร่วมเสวนา โดยมีผู้นำท้องถิ่นนักการศึกษา นักวิชาการ และนิสิตนักศึกษาเข้าร่วม


โดยนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนเสนอวิธีการแก้ไขความเหลื่อมล้ำที่ไม่ตรงจุด เสนอทางแก้ไข 5 แนวทางดังนี้
1. ตั้งเป้าหมาย ภายใน 5 ปี เพื่อมุ่งลดจำนวน เด็กหลุดจากระบบการศึกษาให้น้อยลง
2. ใช้AI ติดตาม ประมวลผล และพยากรณ์ เพื่อเจาะลึกข้อมูลของเด็กได้อย่างถูกต้องแม่นยำ
3. เมื่อใช้ AI เจาะลึก จะรู้ทันทีควรเพิ่ม “เงินอุดหนุนแบบเฉพาะเจาะจง“ รายครอบครัวได้อย่างเข้าถึง
4. การสนับสนุน ”เงิน“ไม่ใช่เรื่องเดียว ต้องศึกษาด้านอื่นของเด็กควบคู่ไปด้วย อารมณ์ จิตใจ คุณภาพชีวิต ของเขาเป็นอย่างไร
5. ทุกปัจจัยเป็นที่มาของคุณภาพ เพื่อพัฒนาเด็กในการศึกษาได้ และต่อด้วยแนะนำการยกระดับการศึกษาประเทศไทยกับการแก้ไขปัญหาเชิงระบบ

 

1. “เป้าหมายต้องชัด” ประเทศต้องมีแผนในอีก5ปี การศึกษาเราจะเดินไปถึงเป้าหมายได้ เพราะปัจจุบันยังไม่รู้เราจะแก้ปัญหา หรือเพิ่มเติมจุดไหน
2. “ความแม่นยำ” ต้องละเอียด เข้าถึงรายบุคคลให้ได้ ต้องได้ข้อมูลชัดเจนแหล่งการศึกษาในพื้นที่ห่างไกลต้องการอะไร ไม่ใช่เติมเข้าไปอย่างผิดความต้องการ


ขณะที่ ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า ปีการศึกษา 2567 ประเทศไทยมีประชากรนักเรียนในช่วงวัยเรียนระดับก่อนประถมศึกษาและการศึกษาภาคบังคับ (อายุ 3 – 14 ปี) จำนวนทั้งสิ้นประมาณ 8.5 ล้านคน ในจำนวนดังกล่าวมีนักเรียนกว่า 3 ล้านคนที่อยู่ในครัวเรือนภายใต้เส้นความยากจน (Poverty Line) พบว่าส่วนใหญ่มีการกระจุกตัวอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ทั้งนี้ กสศ.ยังได้เสนอนโยบาย 2 ประเด็นสำคัญช่วยเหลือเด็กเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาได้แก่


1.การสร้างระบบหลักประกันโอกาสการศึกษา ให้เด็กเยาวชนตลอด 20 ปี จากปฐมวัยถึงมีงานทำ ผ่านการบูรณาการข้อมูลรายบุคคลระหว่าง 11 หน่วยงาน เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยง และส่งต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ นอกจากนี้ ควรเพิ่มศักยภาพของสวัสดิการแบบมุ่งเป้า (Targeting) เพื่อลดต้นทุนการเข้าถึงการศึกษาให้แก่เด็กเยาวชนที่มาจากครัวเรือนซึ่งมีรายได้น้อยที่สุดของประเทศ


2. ยกระดับบัตรประจำตัวประชาชนของเด็กเยาวชนทุกคนให้เป็น Learning Passport สำหรับการศึกษาและการเรียนรู้ทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย โดยรัฐสามารถจัดสรรเงินอุดหนุนจากรัฐบาลตรงไปยังเลข 13 หลักของเด็กเยาวชนโดยตรง โดยเฉพาะผู้อาศัยอยู่กับครัวเรือนยากจนและเปราะบาง เพื่อให้เด็กเยาวชนสามารถเลือกศึกษาต่อและเรียนรู้ผ่านการศึกษาทั้ง 3 ระบบ ผ่านหน่วยจัดการเรียนรู้ทั้งของภาครัฐ ท้องถิ่น และเอกชนได้อย่างยืดหยุ่น และหลากหลายตามความถนัดและศักยภาพของเด็กเยาวชนเป็นรายบุคคล รวมทั้งสามารถถ่ายโอนหน่วยกิตระหว่างการศึกษาทั้ง 3 ระบบเพื่อใช้ในการศึกษาต่อ และการสมัครงานได้ในอนาคตได้ ทั้งนี้งานดังกล่าว ช่วยฉายภาพแนวโน้มสถานการณ์ด้านการศึกษาในปี 2568 ตลอดจนข้อค้นพบสำคัญทั้งด้านมิติคุณภาพ มิติโอกาส และมิติการลงทุน และยังเป็นเวทีให้ทุกคนได้นำข้อมูลข้อค้นพบไปใช้ประโยชน์ในการขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาต่อไป