“ดร.เอ้” ข้องใจ ทำไมใช้บัตรประชาชนใบเดียว ขอรับเงินเยียวยาไม่ได้ซัดรัฐล้มเหลว
โพสต์เมื่อ : 1 ธ.ค 2568 เวลา 16:23 น.
“ดร.เอ้” ข้องใจ ทำไมใช้บัตรประชาชนใบเดียว ขอรับเงินเยียวยาไม่ได้ซัดรัฐล้มเหลว ทั้งป้องกัน แก้ไข และเยียวยา เพิ่มภาระให้ผู้ประสบภัย ย้ำเป็นราคาที่รัฐต้องจ่าย
วันที่ 1 ธ.ค. 2568 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวถึงกรณีปัญหาความสับสนระหว่างประชาชนผู้ประสบภัย เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงที่เกี่ยวข้องในกรุงเทพฯ เข้าใจไม่ตรงกันในเรื่องกฎระเบียบการขอรับเงินชดเชยเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ จำนวน 9 พันบาท ที่นายกรัฐมนตรีสั่งว่าให้ลดขั้นตอนให้น้อยที่สุด ไม่ต้องไปถ่ายสำเนาเอกสาร ใช้แค่บัตรประชาชนใบเดียวก็พอ แต่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น กลับยืนยันให้ผู้มายื่นเรื่องขอเงินชดเชย ต้องมีเอกสารประกอบจำนวนมาก แม้จะยื่นร้องขอทางออนไลน์ว่า ขั้นตอนต่างๆ สร้างความสับสนสนวุ่นวายนี้ เป็นการซ้ำเติมผู้ประสบภัยมาก เพราะส่วนใหญ่เอกสารหลักฐานถูกน้ำท่วมบ้านเสียหายหรือ สูญหายไปกับน้ำ บางคนเงินสักบาทก็ไม่เหลือติดตัว ซ้ำยังมีภาระที่ต้องล้างบ้าน ทำความสะอาดสิ่งของในบ้าน และการซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหาย แต่ต้องมาเสียเวลาในการเตรียมเอกสาร หาหลักฐาน หาที่ถ่ายสำเนาเอกสารอีก เป็นการเพิ่มภาระขึ้นตอนให้ผู้ประสบภัย และไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลไม่มีเงินพอที่จะจ่ายชดเชย แต่เป็นเรื่องที่การสั่งการไม่ชัดเจน ข้าราชการในพื้นที่ก็ต้องระวังการถูกสอบสวนย้อนหลังที่อาจทำให้มีความผิดทั้งทางวินัยและอาญาได้ จึงต้องป้องกันตัวไว้ก่อน
“เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า ทั้งรัฐบาล และระบบราชการ ยังไม่พร้อมที่จะรับมือภัยพิบัติได้จริง เพราะตั้งแต่เริ่มเกิดสัญญาณอุกภัย ระบบเตือนภัยก็ล้มเหลว การสั่งการอพยพ การช่วยเหลือระหว่างน้ำท่วม ก็ล้มเหลว จนกระทั่งถึงขั้นตอนการชดเชยเยียวยา การสั่งการจากรัฐบาลที่ไม่เข้าใจ ไร้เอกภาพ ยังสับสนจนล้มเหลวตามไปอีกเรื่อง ความจริงระบบเทคโนโลยีที่ราชการไทยนำมาใช้ในการระบุตัวตนของคนไทยมีความทันสมัยเพียงพอที่ประชาชนผู้ประสบภัยจะใช้เพียงบัตรประชาชนใบเดียวก็พอเพื่อยืนยันตัวตนรับเงินชดเชยเยียวยาขั้นต้น แต่ที่เกิดปัญหาเพราะระเบียบราชการ กฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ค่อนข้างเข้มงวด เพื่อป้องกันการทุจริต สวมสิทธิ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่กรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ เป็นภัยพิบัติที่รุนแรง กินวงกว้าง และสร้างความเสียหายให้กับประชาชนจำนวนนับแสนคน เงินเยียวยาต้องถึงมืออย่างสะดวก รวดเร็ว เพื่อนำไปฟื้นฟูความเสียหาย ส่วนการป้องกันการทุจริตสวมสิทธินั้น เป็นเรื่องที่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต้องหาวิธีจัดการและป้องกัน แต่ไม่ใช่เพิ่มภาระด้วยการบังคับกฎระเบียบหยุมหยิมต้องใช้เอกสารจำนวนมาก ถึงจะเสี่ยงทำให้เกิดการทุจริต ก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐเช่นกันที่จะต้องดำเนินการต่อไป เพราะนี่คือราคาที่ภาครัฐต้องจ่าย เมื่อไม่สามารถป้องกัน หรือลดความเสียหายจากภัยพิบัติตั้งแต่เริ่มแรกได้” นายสุชัชวีร์ กล่าว
z-z1603487247937.jpg)