닫기

ปกข่าวไลน์ใหม่เว็บ55

“ณัฐพงษ์” เผย การเลือกตั้ง ปี 70 ปชน.เตรียมพร้อมอ้าแขนรับคนร่วมอุดมการณ์ ลั่น “ปชน.” พร้อมเสนอตัวดันนโยบายเศรษฐกิจ ที่ตอนแรกเป็นจุดแข็ง ของ พท. แต่เห็นชัดว่าทำไม่ได้ พร้อม ย้ำ เลือกตั้งสมัยหน้า ถ้า “พท.” ยอมรับว่าทำผิดกับประชาชน ก็อาจจับมือได้



วันที่ 27 เม.ย.68 ที่ดิ ไอเดิล โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน นายศรายุทธ งามเลขาธิการพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมสามัญพรรค ว่า วันนี้เป็นการประชุมใหญ่ตามระเบียบวาระปกติ ที่มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี การรายงานผลการดำเนินงานของหนึ่งปีที่ผ่านมา ในเรื่องของงบการเงินและข้อบังคับที่ทำให้การทำงานของพรรคสะดวกมากขึ้น แต่สำหรับการประชุมรอบนี้มีการสัมมนา เมื่อวันที่ 25-27 เม.ย.68 เกี่ยวกับวาระสำคัญที่มีการตั้งพรรคมวลชนที่เข้มแข็ง มีการวางเป้าหมายว่าจะต้องทำอะไรบ้าง ในส่วนของจำนวนสมาชิกที่ต้องเพิ่มขึ้นและการมีส่วนร่วมของสมาชิก รวมถึงการทำให้กลไกโครงสร้าง ภายในพรรคยึดโยงกับสมาชิกพรรคมากขึ้น ส่วนในเรื่องของการเงินที่จะมีการทำให้การเงินของพรรคมาจากประชาชนเป็นส่วนใหญ่ โดยมีการนั่งพูดคุย ถอดบทเรียนรวมถึงวางแผนการทำงานในอนาคต

ในส่วนของการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้ง ซึ่งจะมีสองส่วนด้วยกัน ส่วนแรกคือนโยบายที่จะต้องมีการเตรียมการสร้างนโยบายที่ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ในปี 2570 รวมถึงการเตรียมผู้สมัครซึ่งเรามีกระบวนการที่จะให้ผู้ประสงค์ที่จะลงรับเลือกตั้งสามารถเข้าสู่กระบวนการได้

ด้านนายณัฐพงษ์ ระบุว่า สำหรับเรื่องที่เราสื่อสารกันมาตลอดระยะเวลาสามวันนี้ต่อทุกองค์คาพยพของพรรคทั้งเครือข่ายของสมาชิกพรรคและผู้สมัครหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมถึงทางผู้บริหารพรรค ยืนยันในจุดเดิมว่า สำหรับการเลือกตั้งในครั้งหน้า หากเรามองในโจทย์ของประเทศ คงไม่ได้หมายถึงว่าเราตั้งเป้าที่จะชนะการเลือกตั้งอย่างเดียวเท่านั้น เพียงแต่เราต้องการสร้างรัฐบาลที่ดีที่สุดซึ่งเราได้ประกาศไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะกลายมาเป็นพรรคประชาชน

สิ่งที่สำคัญในตอนนี้หากดูจากบริบทของประเทศในปัจจุบัน ด้วยสถานการณ์โลกและสถานการณ์ภายในประเทศที่บีบรัด มีปัญหาเรื่องของการทุจริตคอรัปชั่นรัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว เพราะฉะนั้นการที่เราเพียงแค่ชนะการเลือกตั้ง เนื่องจากการบริหารราชการแผ่นดินที่ล้มเหลวของรัฐบาลยังไม่ใช่ทางออกของประเทศ แต่ทางออกของประเทศพวกเราคือการเสนอรัฐบาลที่ดีที่สุด สิ่งที่เราต้องทำคือสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน  

โดยแต่ก่อนพรรคอนาคตใหม่-ก้าวไกล เป็นความหวังของประชาชนที่ได้มีการชนะการเลือกตั้งเพราะได้มีการสื่อสารและรณรงค์การหาเสียงอย่างชัดเจน เป็นความหวังให้กับประชาชนได้ แต่โจทย์ต่อไปสำหรับพรรคประชาชนเอง หากมองย้อนกลับมาคือ เราต้องการสร้างทำให้ประชาชนมีความมั่นใจในมุมของพรรคประชาชนมากขึ้น

อย่างไรก็ตามภายในพรรคต้องมีการทำงานกับประชาชนอย่างเข้มข้น รวมถึงการเตรียมเสนอนโยบายในอนาคต ซึ่งสามเสานโยบาย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเมือง,การปฏิรูประบบราชการ,เศรษฐกิจ ตนคิดว่าในเรื่องของสองเสาแรกคิดว่าประชาชนจะเห็นว่าพรรค ประชาชน ชัดเจนมาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นจุดยืนทางการเมือง รวมถึงการต่อต้านทุจริตคอรัปชั่น การกระจายอำนาจ การปฏิรูปราชการ รวมถึงด้านอื่นๆ

“สิ่งสุดท้ายที่ตนคิดว่าจะเป็นความหวังให้กับประชาชนได้ก็คือนโยบายเศรษฐกิจซึ่งเคยเป็นจุดแข็งของพรรคเพื่อไทย แต่เห็นแล้วว่าไม่ได้ที่จะสามารถสร้างทางออกให้กับประชาชนได้ เพราะฉะนั้นเราขอเสนอตัวอาสามาทำงานในจุดนี้และมีการเตรียมตัวเพื่อที่จะสื่อสารกับประชาชนต่อไปในเรื่องของนโยบายของเศรษฐกิจ”นายณัฐพงษ์ย้ำ

สำหรับข้อสังเกตว่า คะแนนจากการเลือกตั้งของอดีตพรรคก้าวไกลเมื่อการเลือกตั้งคราวที่แล้ว อาจเป็นคะแนนจากกลุ่มประชาชนที่ 'เบื่อลุง' นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นคนที่เบื่อลุงหรือคนที่ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย หรือคนที่อยากเห็นการเมืองโปร่งใสปราศจากการทุจริตคอรัปชัน เชื่อว่าตอนนี้เห็นอยู่แล้วว่ารัฐบาลที่มัดรวมจัดตั้งรัฐบาลด้วยดีลแลกประเทศแบบนี้ ไม่ใช่ทางออก ทางออกของประชาชนทุกกลุ่ม คือนโยบายเศรษฐกิจที่แก้ไขปัญหาปากท้อง ปราศจากการทุจริตคอรัปชัน เชื่อว่าประชาชนไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหนในอดีต ล้วนต้องการนโยบายแบบนี้ ซึ่งทุกอย่างพรรคประชาชนพร้อมผลักดันและเสนอเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดให้กับประชาชน

ส่วนการประเมินว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าอาจมีคนที่ลงคะแนนงดออกเสียงมากขึ้น นายณัฐพงษ์ระบุว่า หากสื่อสารทางความคิดรณรงค์กับประชาชนได้ดีเพียงพอ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนถึงการเลือกตั้งครั้งหน้าในทุกนโยบายที่ได้บอกไป เชื่อว่าประชาชนก็ยังมีความหวังอยู่ สามารถเชื่อมั่นฝากความหวังไว้กับพวกเราได้จากการทำหน้าที่ สส. และตัวแทนของพรรค

ขณะที่บางกลุ่มคาดหมายว่าในการเลือกตั้งรอบหน้าพรรคสีแดงก็จะมาจับมือกับพรรคสีส้ม นายณัฐพงษ์ย้ำว่า ได้พูดไว้ชัดเจนแล้วว่า การจัดตั้งรัฐบาลแบบที่เป็นอยู่ พรรคประชาชนไม่สามารถเข้าร่วมได้ เพราะไม่ได้นำประชาชนมาเป็นศูนย์กลางในสมการการตัดสินใจ และไม่สามารถแก้ไขปัญหาใดๆ ได้เลย ทั้งนโยบายเรื่องปฏิรูปกองทัพ ทลายทุนผูกขาด และอีกหลายเรื่อง ตราบใดที่ประชาชนถูกถอดออกจากสมการการตัดสินใจของผู้มีอำนาจ ปัญหาเชิงโครงสร้างทุกเรื่องก็ไม่สามารถแก้ไขได้

เมื่อถามย้ำว่าในการเลือกตั้งรอบหน้าจะไม่รวมกับพรรคเพื่อไทยใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ ตอบว่า สิ่งที่เราสื่อสารมาโดยตลอด ว่าถ้าพรรคเพื่อไทยจะสามารถรวมกับพวกเราได้ ก็อาจจะต้องมีเงื่อนไขบางอย่าง 

"ยกตัวอย่างว่า อาจจะต้องมีการสื่อสารว่าการกระทำที่ผ่านมา เขาทำผิดต่อประชาชนจริงๆ และมีการสื่อสารเรื่องนี้อย่างชัดเจน ไม่อยากให้มองว่าเงื่อนไขการจับกับไม่จับมือกับพรรคใด เป็นเงื่อนไขที่พรรคประชาชนตั้งขึ้นมาเองแต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น จริงๆ พรรคอื่นๆ ฝั่งอื่นๆ ก็ตั้งเงื่อนไขกับเราเช่นเดียวกัน" 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ดังนั้น สิ่งที่พรรคประชาชนให้ความสำคัญในตอนนี้ ก็คือการทำงานทางความคิด หาทางออกให้กับประชาชนเป็นหลัก สุดท้ายจะส่งผลต่อการตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้งในอนาคต ส่วนผลออกมาเป็นอย่างไรจะจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่อย่างไร ยืนยันว่าจุดยืนของพรรคประชาชนคือ เราเสนอกับพี่น้องประชาชนว่าอย่างไรก่อนเลือกตั้ง หลังเลือกตั้งเราก็จะยืนยันแบบเดิม ไม่กลับไปกลับมา ว่าหาเสียงไว้แบบหนึ่งทำแบบหนึ่งแน่นอน

ถามย้ำอีกว่าหมายถึงพรรคประชาชนไม่ได้ปิดประตูตายในการจับมือกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ใช่หรือไม่ หากต่างฝ่ายต่างมีเงื่อนไขในการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน นายณัฐพงษ์ ตอบว่า เป้าหมายที่เราต้องการไม่ใช่แค่ชนะการเลือกตั้ง แต่คือหาทางออกให้กับประเทศ หากวันนี้ตนเองในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชนสื่อสารไปแล้วว่ามีเงื่อนไขใดที่ทำให้จัดตั้งรัฐบาลกับพรรคใดไม่ได้  ซึ่งสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงตลอด อย่างเรื่องของกำแพงภาษีสหรัฐก็เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ 

"เมื่อถึงเวลาที่เงื่อนไขของโลกเปลี่ยน แต่เงื่อนไขที่ผมตั้งไว้ล่วงหน้า อาจจะยังถูกตั้งคำถามได้ในอนาคต อาจจะกลายเป็นว่าอาจเป็นการปิดประตูให้กับประเทศหรือเปล่า ดังนั้น สิ่งที่เราสื่อสารมาตลอดว่า เราต้องการหาทางออกให้กับประเทศ เงื่อนไขในการจับหรือไม่จับมือกับพรรคใด ควรจะต้องไปหารือในช่วงใกล้ๆ การเลือกตั้ง แล้วก็อาจจะไม่ยุติธรรมที่จะมาถามพรรคประชาชนฝ่ายเดียว จริงๆ คนที่ตั้งเงื่อนไขกับพวกเราก็อาจจะเป็นพรรคอื่นๆ ด้วย จึงอยากให้ตั้งคำถามกับพวกเขาด้วยเช่นเดียวกัน" นายณัฐพงษ์ กล่าว

ส่วนจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ในสมัยหน้าหรือไม่นั้น ก็อยู่ที่ความไว้วางใจของประชาชน ซึ่งสะท้อนผ่านการทำงานของพวกเราด้วย วันนี้ในการประชุมใหญ่เราได้มีการพูดคุยกันหลายเรื่อง ทั้งการปรับข้อบังคับพรรค การควบคุมวินัย ทำอย่างไรให้ประชาชนเห็นว่าสามารถฝากผีฝากไข้ ฝากความมั่นใจกับตัวแทนของพรรคประชาชนได้ เรามีข้อเสนอนโยบายด้านเศรษฐกิจที่สามารถแก้ปัญหาปากท้องให้กับพี่น้องประชาชน เชื่อว่าถ้าเราทำงานอย่างดีเพียงพอแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาในพรรค จะสะท้อนถึงคะแนนที่จะได้รับในอนาคต และหากคะแนนถึงในการเลือกตั้งเราก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้

ขณะที่ความมั่นใจในคดี 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล นั้น นายณัฐพงษ์ระบุว่า ทีมกฎหมายทำงานกันอย่างเต็มที่ สส.แต่ละคนที่ถูกดำเนินคดีก็มีทีมกฎหมายเฉพาะแต่ละบุคคล และคดีก็ไม่ได้ส่งผลกระทบถึงสมาธิในการทำงาน ยังคงตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ โดยไม่ได้ประมาท