닫기

ปกข่าวไลน์ใหม่เว็บcopy

เปิด 3 เหตุผล ทำไมปปช.ไม่ชี้มูล “บิ๊กโจ๊ก”




ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีตำรวจกระทำการรับส่วยร้านคาราโอเกะในจ.หนองคาย อุดรธานี สกลนคร นครพนมปี2553 ที่อ้างว่าจ่ายเงินให้พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล ช่วงรับหน้าที่ผกก.3บก.ปคม.เเละพวกถูกกล่าวหา ซึ่งนายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร อดีตกรรมการปปช.ในฐานะประธานอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงฯ สำนักงานปปช.มีความเห็นให้ยุติเรื่องไปแล้วเมื่อปี2560


ล่าสุดพ.ต.อ.กฤษณะพงศ์ กัญจน์ชัยกิจ ยื่นหนังสือคัดค้านการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ปปช.บางคนคือนายสมบัติ ธรธรรม นายจัตุรงค์ พานิชเจริญ นางสาวอารยา งามล้วน ที่พบว่ามีความใกล้ชิดเเละช่วยเหลือพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์กับพวก รวมทั้งยังประสงค์ให้การเป็นพยานปากสำคัญในคดีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กับพวกถูกกล่าวหาเรื่องเรียกรับเงินจากส่วยร้านคาราโอเกะ เเละขอให้เปลี่ยนตัวนายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการปปช.ออกจากประธานคณะสตร.1 สำนักงานปปช. ซึ่งก่อนหน้านี้มีนายสมบัติ เป็นอดีตอนุกรรมการปปช.ในสังกัดนายเอกวิทย์ เพราะนายสมบัติกับพวกร่วมตกแต่งบัญชีทรัพย์สินฯให้พลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์หลายรายการ


ประเด็นที่น่าสนใจจากสำนวนปปช.83หน้าคือเส้นทางการเงินของพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ซึ่งนายสุรศักดิ์และคณะได้วินิจฉัยว่าไม่พบความผิดปกติตามที่บช.ก.สรุปรายงานมาให้ แต่ขัดแย้งกับรายงานการสืบสวน(ลับ)ลงวันที่26ส.ค.2554 ลงนามโดยพ.ต.อ.วิรุฒม์ ศิริสวัสดิบุตร รองผบก.อก.จต.ในฐานะประธานกรรมการสอบสวน ส่งรายงานดังกล่าวถึงผบช.ก.ที่ระบุว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กับพวกกระทำผิดจริง4ข้อหา


ในสำนวนสรุปข้อเท็จจริงและวินิจฉัยของนายสุรศักดิ์และคณะระบุว่า กรณีการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พบว่าในช่วงดำรงตำแหน่ง ผกก.3 บก.ปคม. มีการฝากและโอนเงินจากบุคคลใกล้ชิด เข้าบัญชีจำนวน 8,437,540 บาท และจากบุคคอื่นที่ไม่ทราบข้อมูลอีกจำนวนหนึ่ง รวมเป็นเงิน ทั้งสิ้น 10,745,927บาท แต่หลังจากพ้นจากตำแหน่ง ผกก.3 ปคม. (ตรวจสอบช่วง 6เดือน วันที่10 ก.พ. - 3 ก.ค.2545) มีการฝากและโอนเงินเข้าบัญชี 46,357บาท


สำนวนสรุปข้อเท็จจริง ระบุว่า กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้พิจารณาในประเด็นดังกล่าวแล้วเห็นว่า พยานเอกสารแวดล้อมเกี่ยวกับหลักฐานธุรกรรมทางการเงินของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และบุคคลใกล้ชิดต่างๆ ที่ได้จากการสืบสวนของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงตามคำสั่งสำนักงานจเรตำรวจ ในห้วงระยะเวลาก่อนที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จะมาดำรงตำแหน่ง ผกก.3บก.ปคม. และขณะดำรงตำรงตำแหน่งดังกล่าว มีการดำเนินธุรกรรมทางการเงินของบุคคลต่างๆ เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถ มีการดำเนินการธุรกรรมทางการเงินในลักษณะดังกล่าวได้ ไม่ใช่สิ่งผิดปกติแต่อย่างใดประกอบคำให้การของพยานหลายปากให้การยืนยันว่า มีการติดต่อเชื่อมโยงกับบุคคลต่างๆ ในเชิงธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง


สำนวนสรุปข้อเท็จจริงฯระบุว่า ในส่วนของการไต่สวนข้อเท็จจริงพบว่าที่มีการโอนเข้าบัญชีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ดังกล่าวข้างต้น มีพยานบุคคลให้การประกอบด้วย นายธนากร หรือบุญเลี้ยง แปลนดี(จ่าดำ) , นางสีสวาท แปลนดี ,นายปิยะพงษ์ จุฑาวนิชกุล , นายทิวา พิเนตร , นายชินรัตน์ วัฒนกูล (เสี่ยแต๋ม), นายสุรินทร์ , ไชยศุภนาถ ,นางพิมพ์นิภา เชิดชัยเจริญ , น.ส.ศุณภา กิตติวุฒิภัทร , นายเอกชัย หงส์วานิช , นายวิริยะ กลิ่นแก้วณรงค์ น.ส.ชนันพัฒน์ จันทร์มิตรี , น.ส.สิริรัตน์ หรือ สิธินันท์ แพงดี , นายอภิชัย ไทยรัตน์ , น.ส.ดลพร วิภาตะพันธุ์ ,นายวิเชษฐ์ ดิษฐวงษ์ , นายเจริญสุข นันทวิชาวุธสาร , นายวินัย ลิ่มวรพันธ์ , นายนพพร ประเสริฐชัย


“สามารถสรุปข้อเท็จจริงได้ว่า นายชินรัตน์ ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจขนส่ง มีความใกล้ชิดกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และมีการให้เงินกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทุกเดือนเป็นประจำ บางเดือนหลักหมื่น บางเดือนหลักแสน และนายชินรัตน์ยังรู้จักสนิทสนมและไว้ใจนายบุญเลี้ยง หรือธนกร หรือจ่าดำ เป็นอย่างมาก โดยนายบุญเลี้ยงเคยยืมเงินนายชินรัตน์ ไปปล่อยกู้ เป็นจำนวนมาก โดยในปี 2553 นายชินรัตน์ได้ไห้นายบุญเลี้ยงยืมเงิน 1 ล้านบาท และยังฝากเงิน 5 แสนบาท ไปให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไว้สำหรับซื้อสิ่งของต่างๆ นำมาฝากเป็นของขวัญปีใหม่ ให้กับผู้ใหญ่และห้างร้านที่ทำธุรกิจติดต่อกันมานาน


โดยเงินที่นายบุญเลี้ยงกู้จากนายชินรัตน์ บางครั้งนายบุญเลี้ยง จะนำไปชำระให้กับนายชินรัตน์ บางครั้งจะโอนจากบัญชีนายบุญเลี้ยง บัญชีนางสีสวาทฯ ภรรยานายบุญเลี้ยง เข้าบัญชี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เพื่อชำระหนี้นายชินรัตน์ และการโอนเงินบางครั้งได้ให้นายทิวา พิเนตร หรือนายปิยะพงษ์ จุฑาวนิชกุล ซึ่งทั้งสองคนเป็นลูกจ้างของนายบุญเลี้ยงเป็นผู้ดำเนินการ” สำนวนสรุปข้อเท็จจริงฯระบุ


สำนวนสรุปข้อเท็จจริงฯระบุว่า เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่า เงินที่โอนเข้าบัญชีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จำนวนมาก นั้น หากเป็นเงินที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยวิสัยแล้ว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไม่น่าที่จะให้โอนเข้าบัญชีของตนเอง ซึ่งสามารถถูกตรวจสอบได้โดยง่าย รวมทั้งการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ โดยคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงตามคำสั่งสำนักงานจเรตำรวจ ที่พบว่า เริ่มมีการโอนเงินเข้าบัญชี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ อันน่าเชื่อได้ว่าเป็นเงินที่เรียกรับจากผู้ประกอบการคาราโอเกะและแหล่งอบายมุขต่างๆ ในช่วงระหว่างวันที่ 20 ม.ค.-3 ธ.ค.2554 ในขณะที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ดำรงตำแหน่ง ผกก.3 บก.ปคม. เมื่อ 7 ก.ย.2552


“แสดงให้เห็นว่า ไม่ปรากฏธุรกรรมทางการเงินที่น่าสงสัยในช่วงระหว่างวันที่ 7ก.ย.-19 ม.ค.2553 สอดคล้องกับคำให้การของ ด.ต.ชัชวาลย์ พึมชัย ที่ให้การว่าเมื่อประมาณกลางปี2552 พยานเป็นผู้ที่แนะนำให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ รู้จักกับนายชินรัตน์ จึงทำให้น่าเชื่อได้ว่า ภายหลังจากที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้รู้จักกับนายรัตน์ เมื่อปี 2552 แล้ว เมื่อเวลาภายไปสักระยะหนึ่งทำให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และนายชินรัตน์ มีความใกล้ชิดสนิทสนมกันมากขึ้น เงินที่โอนเข้าบัญชีของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในช่วงระหว่างวันที่ 20 ม.ค.-3 ธ.ค.2553 เป็นเงินที่นายชินรัตน์ ให้กับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และบางส่วนเป็นการรับชำระหนี้เงินกู้แทนนายรัตน์จริง ตามที่มีพยานบุคคลหลายรายให้การไว้


เพราะหาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีพฤติการณ์เรียกรับเงินจากผู้ประกอบการคาราโอเกะและแหล่งอบายมุขต่างๆ แล้ว ก็น่าที่จะปรากฎข้อเท็จจริงว่า มีการโอนเงินเข้าบัญชีของ มากผิดปกติในช่วงที่เริ่มรับตำแหน่ง ด้วยเช่นกัน สำหรับกรณีที่คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงตามคำสั่งสำนักงานจเรตำรวจตั้งข้อสังเกตว่า จากที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พ้นจากตำแหน่ง มีการฝากและโอนเงินเข้าบัญชีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เพียง 46,357 บาท นั้น ข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานที่ยืนยันได้ว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา และไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด “สำนวนสรุปข้อเท็จจริงฯระบุ


สำนวนสรุปข้อเท็จจริงฯระบุว่า เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กำลังถูกตรวจสอบว่า มีพฤติการณ์รับเงินจากผู้ประกอบการคาราโอเกะและแหล่งอบายมุขต่างๆ โดยมีการโอนเงินเข้าบัญชีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก็ย่อมเป็นเรื่องปกติที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์จะต้องแจ้งให้บุคคลต่างๆ ที่โอนเงินเข้าบัญชี ในช่วงที่มีการกล่าวหา ยุติการโอนเงินเข้าบัญชีเพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยากในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อผู้ที่กำลังดำเนินการตรวจสอบ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นจึงยังรับฟังไม่ได้ว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้กระทำความผิดในลักษณะเป็นตัวการ หรือผู้ใช้ให้ ต.ต.สถาพร จ.ส.ต.ศรีสุวรรณ และนายบุญเลี้ยง เรียกรับเงินจากผู้ประกอบการ คาราโอเกะและแหล่งอบายมุขต่างๆ ตามที่ถูกกล่าวหา

 

“พิจารณาแล้วห็นว่า กรณีมีกล่าวหา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กับพวก รวม 4 คน เรียกรับเงินจากผู้ประกอบการคาราโอเกะและแหล่งอบายมุขต่างๆ ในเขตพื้นที่ภาคอีสาน ยังรับฟังไม่ได้ว่ามีมูลความผิดตามที่ถูกกล่าวหา เห็นควรให้ข้อกล่าวหาตกไปตามนัยมาตรา 91 แห่ง พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณานำเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาต่อไป”สำนวนสรุปข้อเท็จจริงฯระบุ


แหล่งข่าวจากสำนักงานปปช.แจ้งว่า หากพิจารณาสำนวนการไต่สวนและวินิจฉัยของนายสุรศักดิ์และคณะนั้นจะพบว่า ไม่มีการพิจารณาประเด็นที่นายชินรัตน์ให้การยอมรับว่า 1. ช่วงนั้นนายชินรัตน์ให้เงินพล.ต.อ.สุรเชษฐ์แบบรายเดือน(หลักหมื่น-หลักแสนบาท)2.นายชินรัตน์ยังให้นายธนกรนำเงินห้าแสนบาทไปให้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ไว้ซื้อของขวัญแจกผู้ใหญ่ช่วงปีใหม่ 3.การรับโอนเงินของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์บางส่วนนั้นเป็นการรับชำระหนี้บางส่วน(เงินกู้)แทนนายชินรัตน์ เนื่องจากนายชินรัตน์สนิทกับพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์มากว่า สามประเด็นนี้มีความผิดหรือไม่ เพราะในตอนนั้นถือว่านายชินรัตน์ให้การยอมรับว่ามีการให้เงินกับพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์จริง

แหล่งข่าวกล่าวว่า โดยหลักกฎหมายแล้ว หากเทียบความสัมพันธ์ของสองคนนี้ วิญญูชนต้องพิจารณาว่าเวลาหนึ่งปีที่ทั้งสองคนรู้จักกัน ทั้งสองคนจะมีความไว้วางใจถึงขนาดมอบเงินให้แบบรายเดือน(หลักหมื่น/หลักแสนบาท)/เงินก้อนห้าแสนบาท/รับชำระหนี้เงินกู้แทนกันได้ ซึ่งขัดวิสัย เพราะการให้และรับเงินเกินสามพันบาท/ครั้งของข้าราชการนั้น ถือว่ามีความผิดแล้ว ดังนั้นต้องพิจารณาว่าทำไมนายสุรศักดิ์และคณะไม่ไต่สวนนายชินรัตน์และพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์ว่า ให้และรับเงินรายเดือน/เงินก้อนห้าแสนบาท/พล.ต.อ.สุรเชษฐ์รับโอนเงินจากการรับชำระหนี้เงินกู้แทนด้วยเหตุผลใด

 

เเหล่งข่าวกล่าวว่า หากปปช.นำสำนวนนี้มาพิจารณาใหม่ นายชินรัตน์กับพวกอาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา143หรือ144ข้อหา “ให้/รับสินบน”โทษจำคุกห้าปี ปรับ1เเสนบาทหรือทั้งจำเเละปรับ ส่วนพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์อาจมีความผิดตามพรป.ปปช.มาตรา128 ประกอบมาตรา169โทษจำคุกสามปี ปรับ6หมื่นบาท หรือทั้งจำเเละปรับ รวมทั้งอาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา143,144,149,150เเละมาตรา157เเละยังผิดวินัยร้ายเเรงด้วย


อนึ่งการยื่นบัญชีทรัพย์สินฯต่อปปช.นั้นกฎหมายระบุว่าข้าราชการตำรวจตั้งเเต่ระดับผู้บังคับการ(พลตำรวจตรี)ขึ้นไป มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ โดยพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์ครองตำเเหน่งพลตำรวจตรีในปี2558 เเละขยับตำเเหน่งตามลำดับ ซึ่งพบว่าจนถึงตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินฯของพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์เเละภริยาเลย


ทั้งนี้บก.ปปป.พบหลักฐานว่าพตท.คริษฐ์ ปริยะเกตุประสานเจ้าหน้าที่ปปช.เป็นระยะในการขยายเวลายื่นบัญชีทรัพย์สินฯของพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์เเละภริยา เเละมีการร่วมกันตกแต่งบัญชีทรัพย์สินฯของพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์เเละภริยากับเจ้าหน้าที่ปปช.หลายรายการ