พรรคประชาชน ร้อง กกต. ยื่นหลักฐานใบขีดคะแนนโผล่บ่อขยะสมุทรปราการ-ร้อง PDPA ปมบาร์โค้ด
โพสต์เมื่อ : 16 ก.พ 2569 เวลา 10:17 น.
พรรคประชาชน ร้อง กกต. ยื่นหลักฐานใบขีดคะแนนโผล่บ่อขยะสมุทรปราการ “วีรภัทร” จี้ ถ้าไม่นับคะแนนใหม่ ก็เลือกตั้งใหม่ งง มีใบรายชื่อคนเลือกตั้ง “บุรีรัมย์” ด้วย ถาม กกต. ไปดูงานหรือเที่ยว ด้าน “ประสิทธิ์” ร้อง PDPA จากปมบาร์โค้ด ล้วงข้อมูลทัศนคติการเมือง เชื่อ พรรคไหนได้ข้อมูลไป ชนะเลือกตั้งไปอีกหลายครั้ง ฉะ กกต. ควรจัดเลือกตั้ง ไม่ใช่สอดแนมเลือกตั้ง
วันที่ 16 ก.พ. 69 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งการเลือกตั้ง (กกต.) 2 ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน นายวีรภัทร คันธะ ผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ และนายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้สมัคร สส.ปทุมธานี เข้ายื่นหนังสือต่อ กกต. ขอให้ตรวจสอบกรณีพบใบขีดคะแนนในพื้นที่สมุทรปราการ และตรวจสอบบาร์โค้ดที่ปรากฎบนบัตรเลือกตั้งว่าเข้าข่าย PDPA หรือไม่
โดยนายวีรภัทร กล่าวว่า กรณีของตนเป็นกรณีที่สืบเนื่องจากที่มีการนำใบขีดคะแนนและป้ายต่างๆทิ้งที่บ่อขยะในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ วันนี้จึงได้นำเอกสารขอคัดค้านผลการเลือกตั้งและขอให้นับคะแนนใหม่ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นตนได้รวบรวมข้อมูลหลักฐานที่นำไปสู่การนับคะแนนใหม่ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หากหน่วยใดหรือเขตเลือกตั้งใดที่มีความรู้สึกว่าไม่สุจริตไม่โปร่งใส สามารถนับคะแนนใหม่ได้
นายวีรภัทร กล่าวต่อว่า ตนได้รับรายงานจากหลายคนที่พบความผิดปกติในการเลือกตั้งพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ไม่ใช่แค่ใบขีดคะแนนเท่านั้น แต่พฤติกรรมของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) และอีกหลายเรื่อง เช่น ใบลงคะแนนที่มีปัญหา แม้แต่หน้าหน่วยเลือกตั้งที่มีการนำเอาชื่อคนอื่นมาติดแทนชื่อของตน ซึ่งข้อมูลเบื้องต้น ตนได้ยื่นต่อ กกต.จังหวัดไปแล้วเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะใบขีดคะแนน ซึ่งเป็นส่วนที่มีความสำคัญ ได้นำไปทิ้งที่บ่อขยะที่อยู่ในพื้นที่ปิดของเทศบาลเมืองลัดหลวง ตนเข้าใจว่าเป็นการเช่าพื้นที่จากเทศบาลตำบลพระสมุทรเจดีย์
นายวีรภัทร ระบุว่า ยังมีเอกสารอื่นๆ ด้วย เช่น ใบรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่มาจากจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจ ว่าเหตุใดถึงมาปรากฎที่บ่อขยะแห่งนี้ และถ้าเราไม่ได้พบพลเมืองดี เราคงไม่ทราบว่ามีการนำเอาขยะมาทิ้ง เอาอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งมาทิ้ง เรื่องนี้ตนคิดว่าต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นเรื่องที่กระทบไม่ใช่แค่หน่วยใดหน่วยหนึ่ง เอกสารที่พบนี้อาจเป็นแค่บางส่วนด้วยซ้ำ ยังมีที่เราไม่พบอีก จะเป็นอย่างไร จึงนำรายละเอียดมายื่นต่อ กกต.เพื่อร้องขอถ้าไม่นับคะแนนใหม่ ก็ควรจะเลือกตั้งใหม่
นายวีรภัทร ยังกล่าวว่า กกต. เองเคยดูงานที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งตนได้รับรายงานมา ว่า กกต.ไปดูงานเรื่องประชามติ ซึ่งประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีการกระจายอำนาจ โดยเฉพาะเรื่องการจัดประชามติอย่างโปร่งใส แต่กกต. เองในที่นั้น มีการพูดในลักษณะที่ว่าความโปร่งใสแบบนี้ไม่น่าจะทำได้ที่ประเทศของเรา ซึ่งตนคิดว่าสมควรตั้งข้อสงสัยมากๆ ว่าในการดูงานของ กกต. เสียเปล่าหรือไม่
“ผมทราบว่าจริงๆแล้ว กกต.น่าจะสนุกสนานกับการไปดูงานบนยอดเขาที่สวิตเซอร์แลนด์หรือเมืองที่อยู่ในทะทะเลสาบมากกว่าการทำประชามติหรือการจัดการเลือกตั้งให้โปร่งใส เรื่องนี้ผมมีหลักฐานและทราบมาว่าหลายต่อหลายคนที่เดินทางไปในครั้งนี้ น่าจะท่องเที่ยวมากกว่าการตั้งใจไปดูงาน” นายวีรภัทร กล่าว
เมื่อถามว่าเอกสารที่มาจากจังหวัดบุรีรัมย์มีรายละเอียดอย่างไร นายวีรภัทร กล่าวว่า เราได้รับข้อมูลจากสื่อมวลชนที่ลงพื้นที่ไปช่วยตรวจสอบ ทราบว่าเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งปกติชื่อเหล่านี้จะอยู่ที่บริเวณหน้าหน่วยเลือกตั้ง รายละเอียดชัดๆ ไม่สามารถตอบได้ เนื่องจากเอกสารเหล่านี้อยู่ในเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.พระสมุทรเจดีย์ ตนไม่ได้มีส่วนยุ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของการจัดการเอกสารหรือการเข้าตรวจสอบ
เมื่อถามย้ำว่าแบบนี้จะมีน้ำหนักหรือไม่ เพราะกรณีที่ชลบุรี หลักฐานที่อ้างอิงมาจากสื่อมวลชน ก็ถูกปัดตก นายวีรภัทร กล่าวว่า ถ้าตนไปเจอแล้วไปหยิบมา ตนอาจจะโดนปั้นหลักฐานเท็จด้วยซ้ำ แต่กรณีนี้ พี่น้องสื่อมวลชนไปลงพื้นที่ และมีภาพปรากฎไม่ใช่การลงพื้นที่แค่ครั้งเดียว ดังนั้นแล้วเรื่องนี้มีน้ำหนักสูงในข้อเท็จจริงที่ปรากฎ เพราะส่วนหนึ่งตนเชื่อว่าทาง กกต. เองหรือทางผู้ที่จัดเก็บคงไม่คาดว่าจะมีคนไปพบเอกสารเหล่านี้อยู่ในกองขยะ ซึ่งเป็นพื้นที่พื้นที่ปิด
เมื่อถามว่าต้องการให้มีการสืบเสาะหาผู้กระทำผิดเพื่อเอาผิดหรือไม่ นายวีรภัทร กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความรับผิดชอบของ กกต. แค่ส่วนเดียว กกต. จำเป็นจะต้องตามหาผู้ที่กระทำความผิด เพราะเอกสารเหล่านี้ไม่ควรจะมาพบที่บ่อขยะ อีกส่วนหนึ่งเจ้าหน้าที่ก็มีการปล่อยปะละเลย ควรจะการลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่าง ว่าการกระทำลักษณะนี้เป็นการละเมิดสิทธิประชาชน ผู้ที่มาลงคะแนนออกเสียง
“ผมเชื่อว่าเป็นเป็นอย่างยิ่งว่า กกต.ในฐานะที่เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง ไม่ใช่แค่มีหน้าที่ในการสั่งให้นับคะแนนใหม่ แต่ควรจะสืบเสาะหาความจริงว่าการนำเอกสารเหล่านี้มากระทำด้วยเหตุผลอะไร และมีความจำเป็นอะไรที่จะนำมาทิ้งในที่ลักษณะดังกล่าว แล้วที่เราไม่ได้เจอพื้นที่อื่นที่เกิดเหตุในลักษณะเดียวกัน มีการกระทำแบบนี้อีกทั่วประเทศหรือไม่” นายวีรภัทร กล่าว
ด้าน “ประสิทธิ์” ร้อง PDPA จากปมบาร์โค้ด ล้วงข้อมูลทัศนคติการเมือง เชื่อ พรรคไหนได้ข้อมูลไป ชนะเลือกตั้งไปอีกหลายครั้ง ฉะ กกต. ควรจัดเลือกตั้งไม่ใช่สอดแนมเลือกตั้ง
ขณะที่นายประสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้มีเรื่องที่ต้องผิด กกต. วันนี้ตนมาแจ้ง PDPA ซึ่งมีโทษอาญาถึงขั้นจำคุกคดี เราเห็นแล้วว่ามีการใช้บาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง ซึ่งจะผิดกฎหมายข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ที่ผ่านมา เคยมีการเอาผิดแล้วเรื่องข้อมูลรั่วไหล แต่ยังไม่มีการเอาผิดเรื่องขั้นตอนการรวบรวมข้อมูล ซึ่งคำร้องของตนจะเอาผิดตั้งแต่ขั้นตอนรวบรวมข้อมูล จนถึงขั้นตอนการเผยแพร่
นายประสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้งให้ทราบก่อนล่วงหน้า ซึ่งไม่มีการแจ้งให้ประชาชนรับทราบ และที่สำคัญที่สุด ห้ามไม่ให้เก็บข้อมูลความคิดเห็นทางการเมือง ตามมาตรา 26 ถือเป็นคดีอาญาจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 500,000 บาท
นายประสิทธิ์ ยังขอให้ลงโทษ กกต.ทั้งทางปกครองคือการจัดทำข้อมูลบาร์โค้ดออกมา และทางอาญาคือการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่ง กกต.อาจจะมีข้อโต้แย้งว่าการจัดการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของ กกต. สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้ แต่ตามกฎหมาย รัฐสภาหรือองค์กรที่แต่งตั้งโดยรัฐสภาสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ได้เพื่อการพิจารณาคดี ไม่ใช่เก็บรวบรวมเพื่อการบริหารจัดการ เพราะการที่บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด เป็นขั้นตอนการบริหารจัดการ การนับคะแนนก็อยู่ในขั้นตอนการบริหารจัดการ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้กกต.จะพูดว่าสามารถทำได้ จะต้องตกไป
ส่วนที่มีข้ออ้างว่าพิมพ์บาร์โค้ด เพื่อเป็นการสร้างความปลอดภัย ตนมีข้อโต้แย้งอีกว่าการสร้างความปลอดภัย ป้องกันการปลอมแปลง มีวิธีการอื่นอีกเยอะแยะมากมาย ไม่จำเป็นต้องมีการพิมพ์บาร์โค้ด เพราะความปลอดภัยไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยกันละเมิดสิทธิข้อมูลพื้นฐานของประชาชน
“ผมไม่ได้มาร้องเรียนเพื่อตัวเอง อย่างที่ทราบข้อมูลส่วนนี้มีประชาชนที่ไปเลือกตั้งทั่วประเทศ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคะแนนเลือกตั้งได้อย่างไร ไม่ได้เกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง แต่เกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูลและการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล การล้วงความเห็นทางการเมือง ซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงมาก” นายประสิทธิ์ กล่าว
นายประสิทธิ์ เปิดเผยว่า ตนยื่นให้ศาลปกครองแล้ว ตนเป็นกังวลว่าพรรคการเมืองที่ได้ข้อมูลเหล่านี้ไป เขาจะรู้ว่าใครเลือกหรือไม่เลือกพรรคไหน หรือการซื้อเสียง เขาจะรู้ว่าคนที่ซื้อเสียงเลือกเขาหรือไม่ รอบหน้าเขาจะทำได้ตรงเป้ามากขึ้น และจะทำให้ชนะการเลือกตั้งไปอีกหลายครั้ง
“การที่รู้ทัศนคติทางการเมือง รู้ว่าข้าราชการคนไหนเลือกพรรคอะไร มีผลต่อการแต่งตั้งโยกย้ายด้วย ถือว่าเป็นอันตรายมาก และประชาชนไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน คูหาเลือกตั้งควรจะเป็นที่ปลอดภัยไม่ใช่คูหาสอดแนม” นายประสิทธิ์ กล่าว
z-z1603487247937.jpg)