ผบ.ตร.หารือจัดตั้งศูนย์ประสานฯ คดีพระสงฆ์กระทำผิด
โพสต์เมื่อ : 17 ก.ค 2568 เวลา 11:47 น.
ผบ.ตร.หารือจัดตั้งศูนย์ประสานฯ คดีพระสงฆ์กระทำผิด เผยรับร้องเรียนแล้ว 69 เรื่อง – ย้ำไม่เหมารวมศาสนา ลั่น เอาผิดทุกฝ่ายไม่ละเว้น
เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 17 ก.ค.68 ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานในการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือและติดตามความคืบหน้าการจัดตั้งศูนย์ประสานงานกรณีพระสงฆ์กระทำผิดวินัยสงฆ์และกฎหมายบ้านเมือง
โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา และนายอินทพร จั่นเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รวมถึงผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และเจ้าหน้าที่จากหน่วยปฏิบัติการพิเศษ
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เปิดเผยว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นการหารือเกี่ยวกับการจัดตั้งศูนย์ประสานงาน เพื่อวางแนวทางการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ให้มีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ ตลอดช่วงที่ผ่านมา การทำงานร่วมกันระหว่างทุกฝ่ายเป็นไปด้วยดี โดยไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคใด ๆ ทุกฝ่ายต่างให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เพื่อรวมศูนย์ข้อมูลและกำหนดแนวทางการปฏิบัติอย่างชัดเจน โดยได้มีการมอบหมายภารกิจให้บุคคลในแต่ละฝ่ายรับผิดชอบตามบทบาท พร้อมเสนอให้มีการเปลี่ยนชื่อศูนย์ให้สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้เกิดการบูรณาการข้อมูลอย่างเป็นระบบ
ทั้งนี้ คดีส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดของพระสงฆ์บางรูปในหลายจังหวัด ซึ่งบางรายมีมูลความผิดทั้งด้านวินัยสงฆ์และกฎหมายอาญา จึงจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากสำนักงานพระพุทธศาสนา เนื่องจากสำนักงานดังกล่าวไม่มีอำนาจในการจับกุมหรือกำลังพลเพียงพอ ขณะที่ตำรวจต้องรับผิดชอบตามพันธกิจในการคุ้มครองสถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
ในเบื้องต้น ได้แต่งตั้งให้ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์ เนื่องจากคดีส่วนใหญ่สังกัดอยู่ในความรับผิดชอบของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) และยังมีผู้กระทำผิดหลายรายกระจายอยู่ทั่วประเทศ
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยังกล่าวเน้นย้ำว่า กรณีที่เกิดขึ้นเป็นพฤติกรรมเฉพาะบุคคลของพระสงฆ์บางรูปเท่านั้น ไม่ควรเหมารวมว่าเป็นปัญหาของพระพุทธศาสนาโดยรวม ขณะนี้ประเทศไทยมีพระสงฆ์กว่า 300,000 รูป โดยส่วนใหญ่ยังคงปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และเป็นที่พึ่งทางใจของประชาชน
“ศาสนายังเป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทย วัดยังเป็นสถานที่ให้ความสุขทางใจ ไม่ควรให้พระไม่กี่รูปที่ประพฤติผิดมาทำลายภาพลักษณ์ทั้งหมดของศาสนา” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าว
รับข้อมูลร้องเรียนแล้ว 69 เรื่อง
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนแล้วจำนวน 69 เรื่อง ซึ่งอยู่ระหว่างการกลั่นกรอง ตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการตามกฎหมาย โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจระมัดระวังในการพิจารณาข้อมูล เพื่อป้องกันการกลั่นแกล้งหรือการให้ข้อมูลเท็จ
หากพบการกระทำความผิดตามกฎหมายหรือมีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานพระพุทธศาสนา ก็จะดำเนินคดีตามขั้นตอนต่อไป อย่างไรก็ตาม การเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน
“หากมีผู้กระทำผิดจริง ไม่ว่าเป็นพระสงฆ์ พลเรือน หรือเจ้าหน้าที่รัฐ จะต้องถูกดำเนินคดีอย่างไม่มีละเว้น” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าว
ทั้งนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ได้ฝากความห่วงใยไปยังเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายว่า ให้ร่วมกันทำงานโดยไม่เสียกำลังใจ แม้จะมีคำวิจารณ์หรือแรงกดดันจากสังคม เพราะเป้าหมายหลักคือการธำรงพระธรรมวินัยและคุ้มครองศาสนาอย่างยั่งยืน
เมื่อถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยืนยันว่า ทั้งสองฝ่ายไม่มีความขัดแย้งใด ๆ เพราะต่างก็เป็นหน่วยงานของรัฐและต้องร่วมมือกันในการจัดระเบียบพระภิกษุสงฆ์ โดยเฉพาะในกรณีที่พบพระบางรูปประพฤติไม่เหมาะสม หรือกระทำความผิดตามกฎหมายบ้านเมือง
ไม่มีใครเป็นฝ่ายผิดทั้งหมด และไม่ใช่ว่าสำนักพุทธหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจมีข้อบกพร่องแต่อย่างใด ทุกคนต่างมีหน้าที่ต้องร่วมมือกัน หากการขยายผลพบว่ามีพระภิกษุสงฆ์บางรูปกระทำความผิดจริง และเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็ต้องถูกตรวจสอบเช่นเดียวกัน แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ชัดว่าใครเป็นผู้กระทำผิด
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยังเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนกรณีพระภิกษุบางรูปที่มีพฤติกรรมผิดวินัยร้ายแรง เช่น เสพเมถุน และมีพฤติกรรมส่อในเชิงชู้สาว โดยมีหลักฐานเป็นภาพจากกล้องวงจรปิด คลิปเสียง และข้อความแชตบางส่วน ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบเชื่อมโยงกับเส้นทางการเงิน และขยายผลทางคดี
กรณีที่มีข่าวลือว่าพระชั้นผู้ใหญ่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องเงินหรือพฤติกรรมไม่เหมาะสม ผบ.ตร. ระบุว่า ยังไม่ได้รับรายงานทางการในประเด็นนี้ และขอให้เลี่ยงการใช้คำว่า “พระชั้นผู้ใหญ่” หากยังไม่มีข้อมูลชัดเจน เพราะอาจสร้างความเข้าใจผิดแก่ประชาชน
ขอย้ำว่า พระที่อยู่ระหว่างการสอบสวน เป็นพระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งมีพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายอาบัติปาราชิก โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีที่เรียกกันว่า ‘สีกากอล์ฟ’ แต่อย่างใด ทั้งนี้ ข้อมูลเบื้องต้นมาจากการร้องเรียนของประชาชน และอยู่ระหว่างการสอบสวนของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่อาจเกี่ยวข้องกับ “แซง” หรือการกระทำอื่นที่ส่อถึงการทุจริตในทางลับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ระบุว่า อยู่ในระหว่างการตรวจสอบเช่นกัน เพราะเมื่อมีการร้องเรียนหรือมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ก็จำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับพระภิกษุหรือบุคคลภายนอก
โดยเฉพาะกรณีความสัมพันธ์ระหว่างพระและฆราวาสที่อาจมีการเชื่อมโยงกับเรื่องการเงินนั้น ก็ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องดำเนินการตรวจสอบอย่างรอบคอบเพื่อความโปร่งใส
z-z1603487247937.jpg)