“ปานเทพ” เรียกร้องยกเลิก MOU43 ชี้ ครม.ทำได้ทันที
โพสต์เมื่อ : 8 ต.ค 2568 เวลา 5:8 น.
“ปานเทพ” เรียกร้องยกเลิก MOU43 ชี้ ครม.ทำได้ทันที - จ่อใช้มาตรการปิดด่านกดดันกัมพูชาเข้าสู่การเจรจาใหม่
วันที่ 8 ต.ค. 68 ที่อาคารรัฐสภา นายปานเทพ พัวพงศ์พันธุ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน กล่าวในวันนี้ว่า คณะรัฐมนตรีสามารถยกเลิกบันทึกความเข้าใจ MOU43 ได้ทันที โดยอาศัยบทบัญญัติในอนุสัญญาไทย–ฝรั่งเศส พ.ศ. 2512 (1969) มาตรา 60 ซึ่งเปิดช่องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยกเลิกสนธิสัญญาได้ หากอีกฝ่ายหนึ่งกระทำการละเมิดสนธิสัญญาอย่างร้ายแรง
นายปานเทพ ระบุว่า เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับไทยในช่วงที่ผ่านมา เช่น การใช้อาวุธโจมตี ส่งผลให้ไทยมีเหตุแสดงความเห็นว่าได้รับการละเมิดอย่างร้ายแรง และหากเห็นพ้องกัน รัฐบาลสามารถใช้มติคณะรัฐมนตรีเป็นเครื่องมือยกเลิก MOU43 โดยไม่จำเป็นต้องจัดให้มีการลงประชามติ ซึ่งเขาเห็นว่าการโยนประเด็นไปให้ประชาชนลงคะแนนในวันเลือกตั้งเป็นการหลีกเลี่ยงการตัดสินใจของรัฐบาล และอาจเป็นภาระให้รัฐบาลชุดต่อไปตัดสินใจแทน
ในฐานะผู้คัดค้าน MOU43 นายปานเทพ กล่าวว่า หากมีการจัดประชามติ ตนจะรณรงค์เต็มที่เพื่อให้ยกเลิก MOU43 เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และบีบให้กัมพูชายอมกลับเข้าสู่กรอบการเจรจาใหม่ที่เป็นธรรมและสอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน
นายปานเทพ ยังตั้งข้อสังเกตว่า เขตแดนไทยบริเวณช่องบก–ช่องสะงำ จังหวัดอุบลราชธานี ถูกตกลงมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยอาศัยลักษณะภูมิประเทศ เช่น หน้าผาเป็นสันปันน้ำ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จึงไม่ควรถูกเปลี่ยนแปลงด้วย MOU43 และแผนที่แนบที่ทำให้ไทยเสียเปรียบ เช่น แผนที่ 1:200,000 ที่กัมพูชานำมาใช้ ผลคือการรุกล้ำตามแนวสันปันน้ำในช่วงกว่า 25 ปีที่ผ่านมา
เกี่ยวกับข้อห้ามการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ตาม MOU43 นายปานเทพ กล่าวว่า ฝ่ายไทยอาจใช้การประท้วงเป็นเครื่องมือ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชามีการใช้พลเรือนนำหน้าและทหารซ่อนหลัง เขาอ้างว่ากัมพูชาตัดไม้ ทำลายป่า และสร้างสิ่งปลูกสร้างตามแนวชายแดน ขณะที่ไทยบางพื้นที่ถูกประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ ทำให้คนไทยเข้าไปไม่ได้ แต่ฝ่ายกัมพูชายังคงกระทำการดังกล่าวมาโดยตลอด เมื่อไทยตอบโต้ทางกำลัง กัมพูชาก็มักอ้างข้อ 8 ของ MOU43 ที่ให้เจรจาในทางสันติวิธี ส่งผลให้ไทยตกอยู่ในกับดักทั้งทางกายภาพและทางกฎหมาย
นายปานเทพ เห็นว่า หากปล่อยเวลาให้ผ่านไป สิ่งปลูกสร้างและการเสริมกำลังของกัมพูชาจะเพิ่มขึ้น และความเสียหายจะมากตามมา จึงถือว่าเวลานี้เหมาะสมที่สุดสำหรับการยกเลิก MOU43 และหันมาใช้กลไกเจรจาอื่น ๆ เช่น คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ระหว่างไทย–กัมพูชา
เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่ฝ่ายกัมพูชาจะนำเรื่องไปยังศาลระหว่างประเทศนั้น นายปานเทพ ยืนยันว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก เพราะประเทศไทยถอนตัวจากเขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตั้งแต่ปี 2503–2504 และคดีปราสาทพระวิหารก็เป็นคดีสุดท้ายที่เกี่ยวข้อง เช่นนั้นจึงไม่มีทางที่ประเทศอื่นจะบังคับให้ไทยเข้าสู่การพิจารณาของศาลโลกได้หากไทยไม่ยอมรับอำนาจศาล
สำหรับช่องทางการเจรจาหลังยกเลิก MOU43 ปานเทพแนะให้กลับมาใช้กรอบทวิภาคี เช่น JBC, RBC และ GBC แทน และกล่าวว่า การมีประเทศที่สามเข้ามาไกล่เกลี่ยเป็นเรื่องยากหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ยินยอม เพราะปัญหาเขตแดนเป็นประเด็นทวิภาคีที่ต่างประเทศมักรอให้คู่กรณีแก้ไขโดยไม่แทรกแซง
สุดท้าย นายปานเทพ เสนอให้ไทยใช้มาตรการทางเศรษฐกิจ เช่น การปิดด่านชายแดน เพื่อกดดันกัมพูชา ไม่ต้องใช้ความรุนแรงและไม่สูญเสียเลือดเนื้อ พร้อมย้ำว่าไทยต้องยืนหยัดรักษาอธิปไตยและบังคับใช้กฎหมายของไทยอย่างจริงจัง
z-z1603487247937.jpg)