ดีเอสไอ เรียก “เจ๊แมว” ให้ปากคำเพิ่มคดีรุกเขากระโดง
โพสต์เมื่อ : 8 ต.ค 2568 เวลา 6:5 น.
ดีเอสไอ เรียก “เจ๊แมว” ให้ปากคำเพิ่มคดีรุกเขากระโดง
วันที่ 6 ต.ค. ที่ กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ศูนย์ราชการฯ อาคารบี ชั้น 8 กรมสอบสวนคดีพิเศษ คณะพนักงานสืบสวนคดีที่ดินเขากระโดง เรื่องสืบสวนที่ 97/2568 เชิญ นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท หรือเจ๊แมว เข้าให้ปากคำในฐานะพยาน เพิ่มเติม
นางกุสุมาลวตี เปิดเผยก่อนเข้าพบคณะพนักงานสืบสวน ว่า วันนี้ตนมาดีเอสไออีกครั้งเนื่องจากก่อนหน้านี้ตนเคยยื่นเรื่องให้ดีเอสไอให้รับเป็นคดีพิเศษ เพราะเรื่องนี้มองเห็นอย่างชัดเจนว่ามันเป็นการบุกรุกที่ดินสาธารณะ และสิ่งที่ตนได้ศึกษาคือกรณีของคำพิพากษาศาลฎีกา และเมื่อยิ่งศึกษาก็ยิ่งรู้สึกว่าเราต้องสู้ เพราะคำพิพากษาศาลฎีกาที่มีคู่กรณี 35 ราย เป็นโจทก์ยื่นฟ้องการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือกรณีของศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ศาลปกครองกลาง ก็ยืนยันชัดเจนว่าเป็นที่ดินของ รฟท. 100 เปอร์เซ็นต์ พอได้ศึกษาก็มีกำลังใจว่ามีการกระทำผิดอย่างแน่นอน จึงอยากขอให้พี่น้องประชาชนคนไทยช่วยกัน ว่าหากมีการกระทำความผิด ทุจริตหรือกลโกง จะตะแบงว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของคุณไม่ได้ ความยุติธรรมต้องมี คุณธรรมจริยธรรมต้องมี ซึ่งตนได้ยื่นหนังสือให้กับสำนักงาน ป.ป.ช. และสภาผู้แทนราษฎร ไปเรียบร้อยแล้ว อย่าเห็นว่าใครมีเงินมีอำนาจแล้วจะต้องไปวิ่งตาม ซึ่งวันนี้ตนก็ได้นำเอกสารจำนวนมากที่ได้รับจากดีเอสไอมาใช้ประกอบด้วย ในวันนี้ที่ดินที่มีความผิดชัดเจนแล้ว มีจำนวน 4 แปลง ว่าจะเป็นของนางกรุณา ชิดชอบ ซึ่งทาง ป.ป.ช. ได้มีการชี้มูลแล้ว อีกทั้งกรณีที่ที่ดินที่นำไปทำเป็นสนามแข่งรถ ไปทำสนามแข่งฟุตบอล และสิ่งปลูกสร้างอีกมากมาย รวมถึงบ้านพักของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รวมทั้งที่ดินที่ปรากฏชื่อของนายไชยชนก ชิดชอบ ทั้งหมดจะต้องคืนให้เป็นที่หลวง เพราะในหลวงรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ท่านได้มีความชัดเจนมากกว่า 100 ปีแล้ว ตนจึงไม่อยากสู้ในเรื่องนี้เพียงคนเดียวเพราะคำพิพากษาศาลฎีกาก็มีความชัดเจนแล้ว นอกจากนี้ เรื่องคดีฮั้ว สว. ตนมีเอกสารที่ได้รับมาจากคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนว่าใครทำอะไรใน กกต. บ้าง เพราะในวันนี้ความผิดมันชัดเจนแล้ว
นางกุสุมาลวตี กล่าวว่า ครั้งที่แล้วตนมาชี้มูลว่าที่ดินแปลงไหนผิดบ้าง และดีเอสไอก็ได้ดำเนินการเสร็จแล้ว ตนมีหนังสือถึงผู้ว่าฯ รฟท. และ รมช.คมนาคม สมัยนั้นด้วย ตนก็มาตามงานและสู้ให้สุด ไม่กลัว ไม่ว่าคนนั้นจะมีตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหน แม้คุณใช้อำนาจและตำแหน่งยืดเวลาได้ แต่คุณไม่สามารถพ้นความผิดได้ กฎหมายก็คือกฎหมาย ความผิดก็คือความผิด อย่างไรก็ตาม ตนขอให้คนไทยช่วยกัน และขอบคุณนายสนธิ ลิ้มทองกุล และนายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ ที่มาช่วยกัน เราสู้คนเดียวก็เหนื่อยพอสมควร สู้กับนายกรัฐมนตรี ตนก็เหนื่อย ตนอยากบอกว่าคนไทยไม่โง่ แต่แค่ไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าชน เพราะกลัวอำนาจ แต่ตนโชคดีที่เขาฟ้องตน โดยเฉพาะคดีฮั้ว สว. เพราะจะใช้อำนาจของศาลเรียกเอกสารจากคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26
ตนอยากขอให้ รฟท. บังคับคดีโดยไม่ต้องไปฟ้องใคร เพราะมันชัดเจนอยู่แล้วในคำพิพากษาศาลฎีกา ไม่จำเป็นต้องฟ้องร้องใคร แค่บังคับคดีแล้วเอาที่ดินหลวงกลับมาเป็นที่สาธารณะของการรถไฟฯ ก่อนหน้านั้น ตนเคยไปกระทรวงมหาดไทย เคยเรียน มท.1 และ มท.3 ว่า อย่าไปฟ้องใครให้เสียเวลา ไม่มีประโยชน์ แค่คุณไปเพิกถอนและยกเลิกคณะกรรมการที่ มท.เคยตั้ง แล้วเอาที่ดินคืนมาก็พอ ซึ่ง มท.3 ก็รับปาก เเต่พอเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ มท.1 และ มท.3 ก็ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ก็เหมือนต้องเริ่มนับใหม่ ซึ่งวันนี้ดีเอสไอก็เหมือนถูกแทรกแซงจากการเปลี่ยนรัฐมนตรี ยธ. คนใหม่ หรือแม้การฮั้ว สว.ก็มีการยืดเวลา วันนี้ กกต. ก็ยังไม่ดำเนินการอะไรเลย ตนจึงต้องไปแจ้ง ป.ป.ช. ในมาตรา 157 ต่อเจ้าหน้าที่ กกต. ส่วนเรื่องรันเวย์เถื่อน จะต้องไปร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน และให้ผู้ตรวจการแผ่นดินไปร้องต่อศาล ตรงนี้ตนจะทำต่อ ไม่ว่าเรื่องรันเวย์เถื่อน ที่ดินเขากระโดง หรือ ฮั้ว สว. ตนจะสู้จนจบ ต้องมีคนติดคุก ได้รับผิดจากการกระทำ มันไม่มีอะไรใหญ่กว่ากฎหมาย ตนหนักใจเรื่องการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม มีการย้ายเจ้าหน้าที่ มีการข่มขู่ข้าราชการ ที่ต้องฟังผู้บังคับบัญชา ขออย่ากลัว อะไรที่ไม่ถูกต้องก็ขอเจ้าหน้าที่อย่าไปกลัว ตนคิดว่าตอนนี้ดีเอสไอก็พยายามชงเรื่องเขากระโดงเป็นคดีพิเศษอยู่ แต่ก็ต้องเร่ง เพราะมีเวลาน้อย 4 เดือน ตนก็จะเร่งรัดและออกมาพูดเอง เเม้ดีเอสไอจะขวัญเสีย แต่เราทำเพื่อบ้านเมือง อย่าไปกลัว 1 เดือนต้องจบ
z-z1603487247937.jpg)