닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บมากcopy2ะพัุึร

ครม.ถกเดือด! นายกฯ สั่งเร่งเยียวยาชายแดนใต้–น้ำท่วม จับตาภูมิรัฐศาสตร์โลกกระทบไทย ขณะที่รมต.หลายคนข้องใจ ชงบางเรื่องได้หรือไม่ 



วันที่ 13 ม.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย กล่าวในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีถึงเหตุระเบิดขึ้นหลายจุด ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อวันที่ 11 ม.ค. โดยสั่งการให้ นายเอกนิติ นิติธรรมประภาส รองนายกฯและรมว.คลัง รวมถึง รมว.พลังงาน พิจารณามาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยลดภาระผู้ประกอบการในพื้นที่ รวมถึงผู้ประกอบการทั่วไปด้วย และตั้งแต่ต้นปี 69 เป็นต้นมา เกิดเหตุการต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ของโลก นายอนุทิน จึงให้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ รมว.ต่างประเทศ ติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประเทศไทย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ และความมั่นคง รวมทั้งแนวทางการรับมือของไทยด้วย นอกจากนี้ยังกำชับให้นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณช่วยเหลือให้ถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด ทั้งผลกระทบจากน้ำท่วม รวมทั้งสถานการณ์ไทย - กัมพูชา ซึ่งขณะนี้ ประชาชนได้กลับไปอยู่อาศัยในบ้านเรือนแล้ว แต่ยังมีประชาชนจำนวนมากยังไม่ได้รับเงินเยียวยาจากการที่ต้องอพยพ รวมไปถึงเงินช่วยเหลือในการซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหาย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งนี้ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง 15 นาที เนื่องจากมีวาระพิจารณาน้อย นอกจากนี้ ยังมีการแจ้งยกเลิกการแถลงข่าวผลการประชุม ครม.ของทีมโฆษกประจำสำนักนายกฯ และในที่ประชุม ครม.ครั้งนี้ รัฐมนตรีหลายคน อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ได้สอบถามเกี่ยวกับการขออนุมัติเรื่องต่างๆ ในช่วงรัฐบาลรักษาการ ซึ่งบางเรื่องไม่มีความชัดเจนว่าจะเป็นการสร้างผลผูกพันไปยังรัฐบาลชุดหน้าหรือไม่ ทำให้ไม่มั่นใจว่าทำได้หรือไม่ กังวลจะขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 169 โดยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ ให้ความเห็นในที่ประชุมว่า เรื่องนี้ก็ตอบไม่ได้ และไม่มีใครให้คำตอบได้ นอกจากจะถามไปยังศาลรัฐธรรมนูญ แต่ศาลรัฐธรรมนูญคงไม่ตอบ เพราะไม่มีหน้าที่ตอบ เช่นเดียวกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ไม่ตอบ เรื่องนี้จึงต้องหารือกัน โดยให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ไปดูว่าจะแก้ไขอย่างไร เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไปในอนาคต.