닫기

56456

“ภราดร” ชี้ 14 ตุลาเป็นแรงบันดาลใจคนรุ่นใหม่ หนุนเร่งแก้รัฐธรรมนูญ “ประชาชน-นักศึกษา” รวมพลังรำลึกวีรชน สะท้อนเสียงเรียกร้องประชาธิปไตยยังไม่สมบูรณ์ ย้ำการพลีชีพเพื่อเสรีภาพไม่สูญเปล่า



วันที่ 14 ต.ค.68 ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา (แยกคอกวัว) ถนนราชดำเนินกลาง กรุงเทพมหานคร ได้มีการจัดงานรำลึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ของประชาชนกว่า 500,000 คน เพื่อต่อต้านระบอบเผด็จการทหารในรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร และเรียกร้องประชาธิปไตย นำไปสู่เหตุการณ์สลายการชุมนุมอย่างรุนแรง มีผู้เสียชีวิต 77 ราย บาดเจ็บ 857 คน และสูญหายอีกจำนวนหนึ่ง
.
การจัดงานรำลึกในปีนี้ถือเป็นวาระครบรอบ 52 ปีของเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งอนุสรณ์สถานแห่งนี้ได้จัดสร้างขึ้นภายหลังเหตุการณ์ ตามมติคณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เมื่อปี 2517 ก่อนจะแล้วเสร็จในปี 2544 และในปี 2546 สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเอกฉันท์ให้วันที่ 14 ตุลาคมของทุกปีเป็น “วันประชาธิปไตย” เพื่อรำลึกถึงการต่อสู้ของประชาชน
.
เวลา 07.30 น. ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมพิธีตักบาตรพระสงฆ์ 14 รูป จากวัดมหรรณพารามวรวิหาร บริเวณด้านหน้าอนุสรณ์สถาน จากนั้นมีพิธีกรรมตามหลักศาสนา 3 ศาสนา ได้แก่ พุทธ คริสต์ และอิสลาม พร้อมวางพวงมาลาและกล่าวรำลึกเหตุการณ์โดยตัวแทนจากหลายภาคส่วน
.
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทนรัฐบาล ได้กล่าวในงานรำลึกว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของประชาธิปไตยไทย และเป็นพลังผลักดันสำคัญให้คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาแสวงหาการเปลี่ยนแปลงที่เป็นธรรม
.
“การต่อสู้ของประชาชนเมื่อ 52 ปีก่อน เป็นแรงใจและไฟฝันให้กับคนรุ่นใหม่ ผมเชื่อว่าเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกติกาสำคัญของประเทศ” นายภราดร กล่าว
.
นายภราดร กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายหลังจบพิธีรำลึก ตนจะเดินทางเข้าร่วมการพิจารณาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ ซึ่งเชื่อว่าทุกพรรคการเมืองสามารถหาฉันทามติร่วมกันได้ แม้เวลาที่เหลือก่อนการยุบสภาจะมีเพียง 3-4 เดือนก็ตาม
.
“เราต้องใช้เวลาที่มีอยู่ให้คุ้มค่า เพื่อผลักดันให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นได้จริง โดยเฉพาะหมวด 15/1 ที่ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถ้าทุกฝ่ายมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน ผมเชื่อว่าเราจะประสบความสำเร็จ”
.
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงหลักการสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นายภราดร ยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยไม่มีเจตนาจะแก้ไขหมวดหนึ่งและหมวดสอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับรูปแบบการปกครองและสถาบันพระมหากษัตริย์ เจตนารมณ์ของพรรคเราคือการให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการกำหนดอนาคตของประเทศ และรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วม คือเป้าหมายสำคัญที่สุด
.
นายภราดร ยังกล่าวถึงความคืบหน้าของบันทึกข้อตกลง (MOU) ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการของทั้งสองสภา โดยระบุว่า นายกรัฐมนตรีก็ให้ความเห็นในทิศทางเดียวกัน และจะมีการหารือเพิ่มเติมในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
ภาคประชาชนร่วมงานหลากหลาย
.
ขณะที่ นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน ได้ออกแถลงการณ์รำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมประกาศเจตนารมณ์ของพรรคในการผลักดันให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเมืองอย่างแท้จริง
.
นายศรายุทธิ์ กล่าวว่า การรัฐประหารและการยึดอำนาจจากชนชั้นนำยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ก็เป็นอีกหนึ่งกลไกที่สะท้อนถึงการพยายามรวบอำนาจไว้ในมือของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ขณะที่ในทางตรงกันข้าม ประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนรุ่นใหม่กลับลุกขึ้นมาต่อต้านและเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
.
“นี่คือวังวนของประวัติศาสตร์ที่วนกลับมาที่จุดเดิมตลอด 52 ปีที่ผ่านมา เราเห็นความพยายามของประชาชนในการสร้างประชาธิปไตย แต่ในขณะเดียวกันก็ยังเห็นกลไกของการยึดอำนาจที่ไม่เคยหายไป” นายศรายุทธิ์ กล่าว
.
ในโอกาสครบรอบ 14 ตุลา พรรคประชาชนจึงประกาศเดินหน้าเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 15/1 ซึ่งเป็นหมวดว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดที่ขัดขวางไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ โดยเฉพาะบทบัญญัติที่ปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน
.
เลขาธิการพรรคประชาชน เน้นย้ำว่า เป้าหมายของการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของข้อกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นการเปิดประตูให้กับการฟื้นฟูประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ให้ประชาชนมีสิทธิมีเสียง และสามารถกำหนดอนาคตของประเทศด้วยตนเอง
.
“เราขอเชิญชวนประชาชนทุกคนร่วมกันผลักดันให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้กงล้อของประวัติศาสตร์ไทยหมุนไปข้างหน้า ไม่ใช่หมุนอยู่ที่จุดเดิม เราอยากเห็นรัฐธรรมนูญที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชน ไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่ถูกออกแบบเพื่อรักษาอำนาจของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง” นายศรายุทธิ์กล่าว
.
ในช่วงท้ายของแถลงการณ์ พรรคประชาชนยังได้ร่วมสดุดีวีรชนผู้กล้าแห่งเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่เสียสละเพื่อประชาธิปไตย พร้อมยืนยันว่าจะสืบสานเจตนารมณ์ของพวกเขาในการผลักดันสังคมไทยให้ก้าวไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
.
นายประเวช เอมอมร หนึ่งในญาติของวีรชนผู้พลีชีพในเหตุการณ์ครั้งนั้น ได้กล่าวแสดงความรู้สึกถึงความทรงจำอันยาวนานและคุณค่าของการเสียสละของผู้ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน
.
นายประเวช กล่าวว่า แม้เวลาจะผ่านไปกว่าครึ่งศตวรรษ แต่คนไทยยังคงตระหนักและระลึกถึงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของนิสิต นักศึกษา และประชาชนผู้กล้าหาญ ที่ร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงประเทศในห้วงเวลาสำคัญนั้น แม้ต้องแลกด้วยเลือดเนื้อและชีวิต แต่พวกเขาก็คือผู้แทนของประชาชนทั้งชาติในการต่อสู้เพื่อการมีอยู่ของระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง
.
“แม้ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจะยังคงโศกเศร้า แต่เราก็ภาคภูมิใจในความเสียสละอย่างมีเกียรติ การพลีชีพของลูกหลานเราไม่ใช่ความสูญเปล่า แต่เป็นการจารึกในหน้าประวัติศาสตร์ของชาติไทย เป็นมรดกแห่งการต่อสู้ที่เราทุกคนจะต้องร่วมกันพิทักษ์และสืบสานให้คงอยู่ตลอดไป” นายประเวชกล่าว
.
นายประเวช ยังเน้นย้ำว่า ความหวังของวีรชนในวันนั้น คือการได้เห็นสังคมไทยที่มีการปกครองอย่างเป็นธรรม ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพอย่างเท่าเทียม ไม่ตกอยู่ภายใต้การกดขี่ของผู้มีอำนาจ พร้อมเรียกร้องให้สังคมไทยในยุคปัจจุบันไม่หลงลืมเจตนารมณ์อันบริสุทธิ์ของผู้ที่ยอมเสียสละ เพื่ออนาคตของชาติ
.
“เราในฐานะคนไทยจึงควรตระหนักถึงคุณค่าของการเสียสละครั้งนั้น และร่วมกันสืบทอดเจตนารมณ์อันล้ำค่า ให้การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยยังคงดำรงอยู่และก้าวไปข้างหน้าอย่างแท้จริง” นายประเวช  กล่าวทิ้งท้าย
.
อย่างไรก็ตาม บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความสงบเรียบร้อย และความเคารพต่อเหตุการณ์ในอดีต มีผู้แทนจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม อาทิ พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเป็นธรรม สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มนักศึกษาและเยาวชนจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ รวมถึงภาคประชาสังคม เช่น คณะก้าวหน้า มูลนิธิพฤษภาประชาธรรม สถาบันปรีดี พนมยงค์ และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้า
.
พวงมาลาหลากสีสันที่วางบริเวณอนุสรณ์สถานสะท้อนถึงความตั้งใจของสังคมในการระลึกถึงผู้เสียสละ และส่งสารถึงคนรุ่นใหม่ให้ตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชนและระบอบประชาธิปไตยในยุคปัจจุบัน