닫기

ปกข่าวเว็บใหม่0

กกต. ออกประกาศย้ำซื้อสิทธิ – ขายเสียง มีความผิดตามกฎหมาย โทษหนักทั้งจําคุก ปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง พร้อมตั้งรางวัลนำจับให้ประชาชนผู้แจ้งเหตุ เงินสด 1ล้านบาท



วันที่ 23 ม.ค. 2569 สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ออกประกาศเตือนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้สมัคร รับเลือกตั้ง และพรรคการเมือง งดเว้นการกระทําเข้าข่ายการซื้อสิทธิขายเสียง ซึ่งเป็นการกระทําที่ขัด ต่อกฎหมายเลือกตั้งและมีโทษทางอาญาอย่างร้ายแรง

กรณีผู้ซื้อสิทธิ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 73 บัญญัติ และกรณีผู้ขายเสียง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 101 บัญญัติ ผู้ใดฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1 -5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนด 10 ปี

แต่ในกรณีที่ผู้ฝ่าฝืนเป็นผู้รับหรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ถ้าได้แจ้งถึงการกระทําดังกล่าวต่อ กกต. หรือผู้ซึ่ง กกต.มอบหมายก่อนถูกจับกุม ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษและไม่ต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ตามมาตรา 164 สํานักงาน กกต. ขอความร่วมมือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้สมัคร รับเลือกตั้ง และพรรคการเมือง ไม่ซื้อสิทธิ ไม่ขายเสียง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย

นอกจากนี้ กกต.ยังเชิญชวนให้ประชาชนผู้รู้เห็นการแจกเงินซื้อเสียงเลือกตั้ง สามารถแจ้งเหตุพฤติกรรมการซื้อสิทธิขายเสียง พร้อมภาพถ่าย หรือคลิปวิดีโอ หลักฐาน มายังสายด่วน กกต.1444 หรือ ผ่านแอพพิเคชั่น "ตาสัปปะรด"  หรือ สำนักงาน กกต.จังหวัดทุกจังหวัด หรือ เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ โดยเรื่องที่แจ้งจะเป็นความลับ ผู้แจ้งเหตุจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย  และเมื่อเรื่องที่แจ้งนั้นนำไปการสู่การจับกุมดำเนินคดีผู้กระทำผิด และศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ผู้แจ้งจะได้รับรางวัลสินบน นำจับเป็นเงินสด 1ล้านบาท

กกต.ประชุมแบ่งกลุ่มพรรคการเมืองดีเบตประชามติ ถ่ายทอดสดทั่วประเทศ 27 ม.ค.นี้ ส่วนดีเบตภาคประชาชน เริ่ม 25ม.ค.

วันที่ 23 ม.ค. เวลา 11.00น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายเกรียงไกร พานดอกไม้ รองเลขาธิการ กกต. เปิดเผยภายหลังการประชุมจับสลากผู้แทนในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่จะออกเสียงประชามติ ว่า  การประชุมวันนี้ เป็นการประชุมผ่านระบบออนไลน์ไปยังตัวแทนพรรคการเมืองและกลุ่มที่ลงทะเบียนเพื่อขอเข้าร่วมการแสดงความคิดเห็น  มีพรรคการเมืองที่ร่วมลงทะเบียนขอแสดงความคิดเห็น 34 พรรค แต่มีการถอนตัวไปบางส่วน เหลือ 30 พรรค แบ่งเป็นพรรคที่เห็นชอบ 17 พรรค ไม่เห็นชอบ 13 พรรค ทั้งนี้มีการตกลงกันว่า ในแต่ละฝ่ายจะส่งผู้แทนกลุ่มมา 5 พรรคการเมือง โดยใช้การจับสลากเนื่องจากไม่สามารถตำลงกันได้ เพราะแต่ละพรรคอยากนำเสนอตนเองเป็นตัวแทนกลุ่ม ทั้งนี้กกต.จะมีการจัดให้แสดงความเห็นเรื่องการทำประชามติในวันที่ 27 ม.ค.2569 เวลา 10.30 น.ห้องออดิทอเรียม รร.เซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ รวมถึงถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ NBT 2HD และทางเพจเฟซบุ๊กของสำนักงาน กกต. และเพจกองทุนเพื่อการพัฒนาการเมือง รวมถึงมีการนำไปเผยแพร่อีกครั้งผ่านสื่อต่างๆ 

นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า ส่วนวันที่ 25 ม.ค. 10.30 น.ห้องออดิทอเรียม รร.เซ็นทาราไลฟ์ จะเป็นความเห็นของภาคประชาชนที่ลงทะเบียน ซึ่งมีตัวแทนจากฝ่ายที่เห็นชอบ 2 คน ฝ่ายไม่เห็นชอบ 1 คน เนื่องจากอีก 1 คนขอถอนตัวออกไป ซึ่งจะไลฟ์ผ่านเพจกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง และนำเทปบันทึกรายได้ไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ อีกครั้ง 

สำหรับเวทีแสดงความเห็นระดับภูมิภาค โดยสำนักงาน กกต.จังหวัด เป็นผู้จัด ซึ่งจะมีการประสานผู้ว่าราชการจังหวัดถึงแนวทางการจัดเวทีแสดงความคิดเห็น ขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดลงทะเบียนของผู้ที่ต้องการแสดงความคิดเห็นในทุกจังหวัด ซึ่งจะไลฟ์ผ่านเพจสำนักงาน กกต.จังหวัด ตลอดจนเผยแพร่ผ่านสื่อในพื้นที่ด้วย

ทั้งนี้ โดยทั้ง กลุ่มเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยจะแสดงความเห็นบนเวทีเดียวกันเลย และให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมกัน ย้ำว่า ผู้มาแสดงความคิดเห็นนั้นเรามีการซักซ้อมอยู่แล้วว่าแสดงความเห็นได้แค่ไหน อย่างไร สิ่งต้องพึงระมัดระวัง เชื่อมั่นว่าคนที่เป็นตัวแทนกลุ่มจะเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ สามารถนำเสนอในสิ่งที่ควรจะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบได้ ย้ำว่า การจัดเวทีทั้งทำทุกจังหวัด ทั่วประเทศ รวมถึงในส่วนกลาง ตลอดจนสื่อต่างๆ ได้เชิญผู้ที่เป็นฝ่ายเห็นชอบ และไม่เห็นชอบ ไปแสดงความเห็นอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว จะมีข้อมูลเพียงพอให้ประชาชนตัดสินใจ จึงขอให้ประชาชนไม่ต้องกังวล เพราะในเรื่องการให้ข้อมูลกับประชาชนนั้นจะได้รับจากทั้งนักการเมือง นักวิชาการ และประชาชนทั่วไป กลุ่มองค์กรทางสังคมต่างๆ อย่างทั่วถึง  

เมื่อถามถึงการแสดงความเห็นที่สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย นายเกียงไกร กล่าวว่า ทุกเวทีทางกกต.มีการมอนิเตอร์อยู่แล้ว ทั้งในภูมิภาค และส่วนกลาง รวมถึงศูนย์ E-War room มีการตรวจสอบตลอดอยู่แล้ว จึงหายห่วง ไม่ต้องกังวล