닫기

ปกข่าวไลน์ใหม่เว็บ-Recovered5

"โรม" จ่อขอภาพวงจรปิด หวังดูกริยาชาวอุยกูร์ ขณะส่งตัวกลับจีน - ชี้ มีอย่างน้อย 3 ประเทศขอรับชาวอุยกูร์ - ด้าน ตม.ปัดละเมิดสิทธิมนุษยชน เหตุกักตัวไว้ไทย



วันที่ 6 มี.ค. 2568 ที่ รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมชี้แจงกรณีการส่งตัวชาวอุยกูร์กลับจีน ว่า ตนคิดว่าวันนี้เราได้ข้อมูลที่น่าสนใจ เรื่องแรกคือมีการประชุมของสภาความมั่นคง (สมช.) รวมถึงมีหนังสืออย่างเป็นทางการของทางการจีนที่ส่งมาขอตัวชาวอุยกูร์ เท่าที่ทราบมีการส่งหนังสือมาเมื่อวันที่ 8 ม.ค. 68 และทาง สมช.ได้มีการประชุมและลงมติกันตั้งแต่วันที่ 17 ม.ค 68 ซึ่งก็เป็นข้อมูล 2 ส่วน ที่ตนคิดว่ามีความสำคัญ เพราะมีการประชุมโดย กมธ.กฎหมาย ว่ามีการยืนยันมาก่อนหน้านี้ว่าจะไม่มีการส่งตัวกลับไปที่ประเทศจีนอย่างแน่นอน จะถามไปดูในรายละเอียดจะพบว่าการประชุมของ กมธ.กฎหมาย เกิดขึ้นหลังจากมีมติของ สมช.แล้ว กำนันก็เริ่มมีปัญหาว่าตกลงแล้วข้อมูลที่มีการชี้แจงในหลายภาคส่วน ซึ่งเป็นคนไกลของสภาผู้แทนราษฎร ตกลงแล้วเป็นอย่างไร เพราะดูเหมือนว่าข้อมูลที่ สมช.ให้กับ กมธ.ชุดต่างๆ เกิดขึ้นหลังจากที่ สมช.มีมติในการจะส่งตัวชาวอุยกูร์ ทั้ง 40 คน กลับไปที่ประเทศจีน

ส่วนอีกประเด็นเมื่อไปดูในรายละเอียดการประชุมของ สมช.มีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการประชุมเรื่องนี้หลายคน แน่นอนว่ามีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.กระทรวงกลาโหม , นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ , พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.กระทรวงยุติธรรม , นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม และ นายพิชัย ชุณหวชิร รมว.กระทรวงการคลัง โดยมี 3 คีย์แมนสำคัญ คือ นายภูมิธรรม นายมาริษ และ พ.ต.อ.ทวี  เมื่อพูดถึงเหตุผลและประเทศไทยได้อะไรจากการส่งตัวกลับนั้น วันนี้เราก็พยายามตั้งใจฟังอย่างมากแต่สิ่งที่เราได้ข้อมูลมาขอยืนยันว่าไม่ชัดเจนว่าประเทศไทยได้ประโยชน์อะไรจากการสอนชาวอุยกูร์กลับจีน แต่กลายเป็นเรื่องของการพูดไปถึงว่าหากให้คนอุยกูร์ยังอยู่ในห้องกลับกันต่อไปอาจเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งทาง กมธ.ก็ได้มีการถามทางตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ หรือเป็นการซ้อมทรมานหรือเข้าเงื่อนไขบางประการเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ซ้อมทรมานหรือไม่ ซึ่งทาง ตม.ก็ได้ปฏิเสธ ดังนั้นก็มีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่ คือ สมช.เห็นว่าการให้ชาวอุยกูร์อยู่ในห้องกับต่อไปเป็นการเข้าข่ายในเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ทาง ตม.ไม่เห็นแบบนั้น แต่แน่นอนว่าเรารู้ดีการให้ชาวอุยกูร์อยู่แบบนั้นมาเป็น 11 ปี ก็ต้องมีประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนแน่ๆ แต่ที่ผ่านมาไม่ได้มีการสร้างกลไกในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ จึงทำให้สุดท้ายก็กลายเป็นปัญหาที่คาอยู่ในประเทศไทยแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ 

เมื่อมีการถามว่าทำไมถึงไม่มีการส่งกลับไปที่ประเทศที่ 3 ซึ่งก็มีการสอบถามกัน เนื่องจากมีการให้ข้อมูลมาว่าประเทศที่ 3 ไม่ได้จริงจังต่อการที่จะรับคนอุยกูร์ไปอยู่ด้วย เมื่อได้พูดคุยกันในรายละเอียดก็ได้ข้อเท็จจริงว่าประเทศไทยก็ไม่เคยทำหนังสืออย่างเป็นทางการในการที่จะสอบถามประเภทที่ 3 เลย เราเองไม่เคยทำหน้าที่ในเชิงรุกที่จะไปประสานงานหรือพูดคุยเพื่อที่จะส่งชาวอุยกูร์ไปที่ประเทศที่ 3 จึงกลายเป็นว่าข้อมูลที่เราได้รับในวันนี้อาจเป็นแค่การพูดคุยด้วยวาจา แต่ไม่มีการประสานกันอย่างจริงจัง โดยทางหน่วยงานรัฐโดยเฉพาะกระทรวงต่างประเทศก็กล่าวว่าประเทศที่จริงจังที่สุดในการขอรับตัวชาวอุยกูร์คือประเทศจีน แต่ประเทศไทยก็ไม่เคยจริงจังกับประเทศไหน และปล่อยค่าหลังคาซังแบบนี้ ดังนั้นในเรื่องของการส่งตัวไปประเทศที่ 3 นั้น ข้อมูลที่ได้รับในวันนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าประเทศที่ 3 พร้อมที่จะรับคนอุยกูร์ทั้งหมด และเข้าใจว่ามีมากกว่า 1 ประเทศ แต่ปัญหาคือทางการไทยไม่เคยตอบรับและไม่เคยทำหนังสือเพื่อที่จะยกระดับการพูดคุยเรื่องนี้ในการที่จะส่งคนอุยกูร์ไปที่ประเทศที่ 3 เลย จึงทำให้สุดท้ายแล้ววันนี้รัฐบาลไทยได้ตัดสินใจส่งคนอุยกูร์ไปที่ประเทศจีน 

สำหรับประเด็นในเรื่องของความปลอดภัย เบื้องต้นทาง กมธ.มีมติว่าจะขอข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากกล้อง CCTV ข้อมูลต่างๆ รายชื่อคนอุยกูร์ทั้งหมด พร้อมรูปถ่าย ที่จะยืนยันได้ว่าตกลงแล้วคนอุยกูร์สมัครใจหรือไม่ เพราะเรื่องนี้เวลาที่เราจะดูว่าสมัครใจหรือไม่นั้นต้นคิดว่ากล้องวงจรปิดสามารถที่จะให้ข้อมูลได้ และหาสื่อมวลชนจำได้รถที่ขนกลับไปตรงที่ฐานทัพอากาศดอนเมืองนั้นเป็นรถที่มีกล้องวงจรปิดอยู่แล้วจึงจะขอข้อมูลส่วนนี้มา หากได้ข้อมูลมาก็จะเห็นว่าสภาพความเป็นอยู่ อากัปกิริยาต่างๆ เขามีความเต็มใจหรือไม่ในการที่จะเดินทางไปที่ประเทศจีน 

นายรังสิมันต์  มองว่า วันนี้จริงๆ เราพยายามที่จะเชิญ นายกรัฐมนตรี -รองนายกรัฐมนตรี -รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ-และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และอย่างที่ทราบกันดีว่าทั้งสามรายนั้นก็ได้มอบตัวแทน เป็นเลขาฯสมช.มาชี้แจง ซึ่งตนเข้าใจว่าทางสมช. เป็นผู้ปฏิบัติและหลายคนวันนี้ก็เป็นผู้ปฏิบัติและไม่ได้มีอำนาจในการตัดสินใจเชิงนโยบายได้เลย แต่ความเป็นจริงเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่มากเพราะเรื่องของการส่งกลับชาวอุยกูร์ เป็นการละเมิดทั้งกฎหมายภายในประเทศ พ.ร.บ. ป้องกันการซ้อมและ การอุ้มหาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติก็อาจจะซวยไปด้วย หรือมากไปกว่านั้นเมื่อมีการดำเนินการเหล่านี้ ตนก็ยอมรับว่าเป็นห่วง เลขาฯสมช. เพราะเจ้าตัวหน้าเปิดหน้าอย่างชัดเจน เหมือนรัฐบาลยืนอยู่ด้านหลังของสมช. จึงมองว่าไม่แฟร์ และวันนี้เราต้องยอมรับว่าเรายังไม่ได้รับความร่วมมือที่ดีเพียงพอ หรือแม้กระทั่งทาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ส่ง รอง ผู้บัญชาการ ตม.มา ซึ่งท่านก็ไม่ได้รับผิดชอบในเรื่องนี้ ซึ่งตนก็รู้สึกแปลกใจว่าทาง ตม. มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงรวมกว่า 20 คนแต่ไม่มีใครเลยที่สามารถที่จะมาตอบเรื่องนี้ได้ใน กรรมาธิการ  ผู้ที่ได้มีโอกาสเดินทางไปที่ซินเจียง ก็ไม่ได้เข้าชี้แจงในกรรมาธิการวันนี้ 

ทั้งหมดนี้จึงต้องถามกลับไปยังรัฐบาล ว่ารัฐบาลทำ ทุกอย่างถูกต้องตามกฏหมายโปร่งใสเคารพหลักสิทธิมนุษยชน แต่วันนี้กลับให้ข้าราชการประจำออกหน้าแล้วรัฐบาลก็ไม่รับผิดชอบกับสิ่งที่ได้ทำเอาไว้  นายรังสิมันต์บอกว่าวิธีการที่ดีที่สุดในการพิสูจน์ว่าชาวอุยกูร์ ที่เดินทางกลับไปยังประเทศจีนจะมีสภาพแบบไหนปลอดภัยหรือไม่คือการดูว่าจำนวน 109 คนก่อนหน้านี้ความเป็นอยู่เป็นอย่างไรเพราะหากมีข้อมูลข้อมูลตรงนี้อย่างชัดเจนก็ถือว่าจบแต่วันนี้ยังไม่มีใครสามารถตอบได้ว่า 109 คนที่เคยส่งไปก่อนหน้านี้ในยุคสมัยของ คสช. มีความเป็นอยู่อย่างไร  

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ประเทศไทยเรามาถึงจุดนี้ตนคิดว่าเรามีทางเลือกทางนโยบายต่างประเทศทางการพูดมากมายที่ไม่มีความจำเป็นที่ต้องตัดสินไว้เลยและการตัดสินใจครั้งนี้ชี้ชัดว่า มันไม่ได้เป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานของผลประโยชน์ของประเทศไทยจริงๆ และไม่มีใครตอบได้ว่าประเทศไทยได้อะไรจากเรื่องนี้แม้แต่น้อย  มีแต่ได้แต่ความเสี่ยงและปัญหาเพิ่มขึ้นรวมถึงประเทศอื่นก็มองไทยเราแย่ลงเราเป็นคณะรัฐมนตรีด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติสิ่งนี้ก็กลายเป็นเหมือนสิ่งที่เข้ามาทิ่มแทนเราด้วยซ้ำว่าสิทธิมนุษยชนเราเอาอย่างไรเพราะหลายข้อหลายส่วนบ่งชี้ว่าไทยเราดำเนินการเรื่องนี้อย่างผิดพลาด  

เมื่อถามว่าการที่มีประเทศที่สามเสนอขอรับตัวชาวอุยกูร์แต่ทางไทยปฏิเสธ ประเทศไทยจะถือว่ามีความผิดหรือไม่  นายรังสิมันต์ มองว่าเป็นเรื่องของนโยบายมากกว่าแต่ทั้งนี้ก็แสดงให้เห็นว่าจริงๆแล้วเรามี option ทางเลือกและตนคิดว่าเรามีทางเลือกมากกว่าประเทศสหรัฐอเมริกา หรือมีมากกว่าหนึ่งประเทศที่มีความประสงค์ในการรับชาวอุยกูร์ และจำนวนชาวอุยกูร์จำนวน40คน ถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยมากแต่ปัญหาก็คือการจะไปพูดคุยเรื่องนี้ คือประเทศไทยเค้าไม่ได้ส่งสัญญาณที่จะพูดคุยในเรื่องนี้และเมื่อเป็นแบบนี้แล้วจะโยนไปให้ประเทศอื่นตนก็มองว่าอันนี้ก็น่าจะมีปัญหาได้ และไปบอกว่าประเทศอื่นไม่มีความจริงใจ ไม่ต้องการชาวอุยกูร์จริงๆ อันนี้ต้นมองว่าเป็นการหาเรื่องกับประเทศอื่นชักศึกเข้าบ้านด้วยซ้ำไป   แล้วตอนนี้เราเห็นตัวแทนรัฐบาลวิพากษ์วิจารณ์ประเทศอื่นจนตนไม่แน่ใจว่าประเทศอื่นเขาทำผิดอะไร   และเป็นอำนาจอธิปไตยของรัฐที่จะต้องสร้างความทัดเทียมกับประเทศอื่นในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศอยู่แล้วทุกประเทศจะต้องให้ความเคารพต่อกฎหมายภายในของเราและเราก็มีกฎหมายภายในก็คือพ.ร.บ.ป้องกันการซ้อมทรมานและการอุ้มหาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกประเทศต้องเคารพ

ส่วนเมื่อถามว่าทำไมเมื่อส่งชาวอุยกูร์กลับไปแล้วถึงเป็นทางการจีนที่เป็นผู้แถลงก่อนประเทศไทยนั้น เรื่องนี้ตนก็ถามเรื่องนี้ในที่ประชุมแต่เราไม่ได้ข้อมูลรายละเอียดที่จะตอบอย่างชัดเจน แต่เข้าใจว่าเป็น ความตั้งใจอยู่แล้ว ซึ่งเป็นข้อวิจารณ์ได้ว่าการที่จีนออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ก่อนทำให้เหมือนเหมือนกับว่าประเทศไทยไม่ยอมชี้แจงก่อนเหมือนกลายเป็นโอปเรชั่นของประเทศจีน  และเราก็ไม่แน่ใจว่าจริงๆแล้วทางการไทยต้องการให้เรื่องนี้ปฏิบัติการแบบลับๆ หรือไม่ แต่เมื่อภาพออก ปรากฏก็ต้องยอมรับซึ่งตนก็ไม่แน่ใจว่าเป็นความตั้งใจของทางการไทยให้เป็นแบบนั้นหรือไม่หรืออาจจะเกิดจากความผิดพลาดก็เป็นได้  

ด้าน น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า กล่าวต่อว่า กรณีที่เรามีความพยายามเพียงพอหรือไม่ต่อให้มี option ที่ไม่ใช่การส่งกลับไปประเทศจีนและไม่ใช่การกักขังอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในประเทศไทย เส้นสนคิดว่าไม่เป็นผลดีกับใครทั้งสิ้น รวมถึงไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในระยะยาวด้วย ฉะนั้นเรื่องนี้จะเป็นเรื่องสำคัญที่ผ่านมาตั้งแต่วันที่นายภูมิธรรม แถลงในช่วงค่ำของวันที่มีการส่งตัวชาวอุยกูร์กลับจีนแล้วนั้น โดยใช้คำว่า "ไม่มีประเทศใดเลยในรอบ 11 ปีที่ผ่านมา ที่ติดต่อมาขอรับตัวชาวอุยกูร์ นอกจากประเทศจีน" ณ วันนี้ปรากฏชัดเจนแล้วว่ามีการติดต่อโดยข้าราชการกระทรวงต่างประเทศ ในระดับรองอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศและอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ มาชี้แจงให้ข้อมูลกลับ กมธ.การกฎหมายและการสิทธิมนุษยชน ว่ามีอย่างน้อย 3 ประเทศ ที่ติดต่อขอรับตัว ต้นอยากให้สังเกตว่ารัฐบาลและตัวแทนของรัฐบาลพยายามพูดว่าไม่มีความจริงจัง ไม่มีความแน่วแน่จากประเทศที่ 3 เพราะไม่มีหนังสืออย่างเป็นทางการ โดยในหลักการดำเนินการทางการทูตจะเริ่มต้นด้วยการติดต่อกับรัฐบาลไทยหรือกระทรวงต่างประเทศไทยด้วยวาจา หากการติดต่อด้วยกวาจาไม่ได้รับการตอบสนองจะไม่มีการดำเนินการในขั้นต่อไปในการทำหนังสือ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนท้ายๆ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ตนได้ถามผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศว่าตกลงแล้วรัฐบาลไทยเคยทำหนังสือหรือไม่ในการพูดคุยกับประเทศอื่น ในเมื่อแถลงการณ์ของ กมธ.ต่างประเทศ สว.สหรัฐ ก็ระบุชัดเจนว่าสหรัฐอเมริกาเคยยื่นเงื่อนไขที่เป็นรูปประธรรมในการช่วยแก้ไขปัญหาอุยกูร์ และอยากให้รัฐบาลไทยพิจารณาข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมของรัฐบาลสหรัฐ