닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บมากcopyยคตค

"วัส ติงสมิตร" ชี้ชัด นายกรักษาการไร้อำนาจยุบสภา ขัดทั้งกฎหมาย-ขาดความชอบธรรม ฟันธง อำนาจยุบสภาเป็นสิทธิ์เฉพาะ 'นายกฯ ตัวจริง' เท่านั้น ตามหลักนิติรัฐ-ประชาธิปไตย



วันที่ 31 ส.ค. 2568 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ได้ออกมาโพสต์ข้อความ ระบุว่า " ผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีที่ต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง มีอำนาจทูลเกล้าฯ ให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ บทนำ การยุบสภาผู้แทนราษฎรถือเป็นกลไกทางรัฐธรรมนูญที่มีนัยสำคัญต่อการกำหนดทิศทางทางการเมืองของประเทศ เพราะเป็นการคืนอำนาจให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยโดยตรง การยุบสภาผู้แทนราษฎรจึงมิได้เป็นเพียงการจัดการทางเทคนิคของฝ่ายบริหาร หากแต่เป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายขั้นสูงของฝ่ายการเมืองที่ต้องอาศัยทั้งความชอบด้วยกฎหมาย (Legal Authority) และความชอบธรรมทางการเมือง (Political Authority) อย่างเต็มรูปแบบ 
ปัญหาที่น่าสนใจคือ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และรองนายกรัฐมนตรีผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี จะมีอำนาจทูลเกล้าฯ ร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรได้หรือไม่

1. มิติของ Legal Authority
หลักการสำคัญของกฎหมายมหาชนคือ องค์กรของรัฐจะใช้อำนาจได้ต่อเมื่อมีกฎหมายให้อำนาจไว้โดยชัดแจ้ง อำนาจในการยุบสภาผู้แทนราษฎรปรากฏอยู่ในมาตรา 103 ของรัฐธรรมนูญว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป การยุบสภาผู้แทนราษฎรให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา 
แม้แต่นายกรัฐมนตรีตัวจริงก็มีข้อจำกัดอยู่ 2 กรณีที่ คือ (1) ให้กระทำได้เพียงครั้งเดียวในเหตุการณ์เดียวกัน และ (2) เมื่อมีการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะแล้ว จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรมิได้ (มาตรา 151)
ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ (มาตรา 168 (1))
หน้าที่ของคณะรัฐมนตรีรักษาการประการแรกคือดำเนินการเพื่อให้มีคณะรัฐมนตรีขึ้นใหม่ตามมาตรา 158 และมาตรา 159 (มาตรา 167 วรรคสอง)
หน้าที่ประการที่สองคือหน้าที่ที่ต้องดำเนินการตามปกติอันไม่เกี่ยวกับนโยบายใหม่ 
หากผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีไม่ดำเนินการให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีจากบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม และเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ แต่กลับทูลเกล้าฯ ร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร ย่อมเป็นการทำลายกระบวนการให้ได้มาซึ่งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ซึ่งเป็นหน้าที่ประการหนึ่งของคณะรัฐมนตรีรักษาการ
ดังนั้น เมื่อพิจารณาตาม Legal Authority รองนายกรัฐมนตรีผู้รักษาการแทนนายกรัฐมนตรีจึงไม่อาจทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยเพื่อยุบสภาผู้แทนราษฎรได้ เนื่องจากอำนาจดังกล่าวเป็นอำนาจเฉพาะตัวของ “นายกรัฐมนตรีที่ได้รับการแต่งตั้งโดยชอบ” เท่านั้น หากขืนทูลเกล้าฯ ขึ้นไป พระมหากษัตริย์ย่อมทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการปฏิเสธการยุบสภา (the royal prerogative of refusal)

2. มิติของ Political Authority
นอกเหนือจากกรอบของกฎหมายแล้ว ความชอบธรรมทางการเมือง (Political Authority) เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณา อำนาจยุบสภาผู้แทนราษฎรมีผลโดยตรงต่อกระบวนการใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชน การตัดสินใจยุบสภาผู้แทนราษฎรย่อมกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองและระบบการเลือกตั้งโดยรวม ผู้ที่จะใช้อำนาจดังกล่าวจึงต้องมีความชอบธรรมสูงสุดในทางการเมือง
รองนายกรัฐมนตรีที่ขึ้นมารักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีมีความชอบธรรมอันจำกัด กล่าวคือ เป็นเพียงผู้ที่เข้ามาเพื่อให้ระบบราชการดำเนินต่อเนื่องกันไปได้  มิได้เป็นผู้ที่ผ่านกระบวนการเสนอชื่อและได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรในฐานะนายกรัฐมนตรี การใช้อำนาจยุบสภาจึงขาด “Political Legitimacy” อันเป็นแก่นสำคัญของการตัดสินใจเชิงนโยบายระดับสูง

3. บทสรุป
เมื่อพิจารณาทั้งในแง่ Legal Authority และ Political Authority จะเห็นได้ว่า รองนายกรัฐมนตรีผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ไม่มีทั้งอำนาจตามกฎหมายและความชอบธรรมทางการเมือง ที่จะทูลเกล้าฯ เสนอร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรได้
การใช้อำนาจยุบสภาจึงเป็นอำนาจที่สงวนไว้สำหรับ “นายกรัฐมนตรีตัวจริง” เท่านั้น เพื่อให้สอดคล้องกับหลักนิติรัฐ และหลักความชอบธรรมทางการเมืองที่ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง