닫기

ปกข่าวไลน์ใหม่เว็บ-Recovered44

"ปารมี" ซัดรัฐบาลเมินงบ กยศ. ชี้ถังแตกแน่ เด็กเสี่ยงหลุดระบบการศึกษา



วันที่ 30 พ.ค.68 นายปารมี ไวจงเจริญ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นอภิปรายกลางที่ประชุมรัฐสภา สมัยวิสามัญ ระหว่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 โดยได้แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล โดยเฉพาะในส่วนของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งกำลังเผชิญวิกฤตทางการเงินอย่างหนัก

นายปารมี เปิดเผยข้อมูลว่า ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ได้มีความจริงจังในการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาของ กยศ. โดยในปีงบประมาณ 2567 กยศ. ขอรับงบประมาณจำนวน 5,000 ล้านบาท แต่รัฐบาลไม่จัดสรรให้แม้แต่บาทเดียว ทั้งที่กองทุนมีภาระในการปล่อยกู้สูงถึง 49,633 ล้านบาท ขณะที่ปีงบประมาณ 2568 กยศ. ขอรับงบประมาณ 19,000 ล้านบาท แต่ได้รับเพียง 7,410 ล้านบาท 

ในขณะที่ภาระในการปล่อยกู้ยังคงสูงถึง 40,812 ล้านบาท และสำหรับปีงบประมาณ 2569 ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา กยศ. ขอรับงบประมาณ 21,900 ล้านบาท แต่รัฐบาลจัดสรรให้เพียง 5,100 ล้านบาทเท่านั้น ทั้งที่มีภาระการปล่อยกู้กว่า 45,540 ล้านบาท

“การจัดงบในลักษณะนี้ ไม่เพียงไม่เพียงพอ แต่ยังสะท้อนว่ารัฐบาลไม่ได้เห็นความสำคัญของการศึกษา และไม่ใส่ใจอนาคตของเยาวชนไทย” นายปารมี กล่าว

นายปารมีกล่าวถึงกรณีที่ กยศ. ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา จากเหตุการณ์ที่มีการหักเงิน 3,000 บาทจากผู้กู้ที่ค้างชำระหนี้ โดยไม่แจ้งให้ผู้กู้ทราบล่วงหน้า แต่กลับแจ้งกับนายจ้างแทน ซึ่งสร้างความไม่พอใจและทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ไปทั่วว่าเป็นเพราะกองทุนไม่มีเงินใช้ จึงต้องเร่งเรียกเก็บเงิน

“กรณีดังกล่าวชัดเจนว่าเกิดจากการขาดเงินสดหมุนเวียนในระบบ เป็นผลโดยตรงจากการที่รัฐบาลไม่จัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ”

อีกประเด็นที่น่ากังวล คือการเปลี่ยนเกณฑ์ของ กยศ. ในปี 2568 โดยนักศึกษาใหม่ในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ เช่น แพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และพยาบาลศาสตร์ ซึ่งเดิมเคยอยู่ในกลุ่ม “สาขาความต้องการหลักของประเทศ” ถูกย้ายไปอยู่ในกลุ่ม “นักศึกษาขาดแคลนทุนทรัพย์” แทน ส่งผลให้ผู้ที่ไม่เข้าเกณฑ์ด้านฐานะทางการเงิน อาจไม่สามารถกู้เงินได้อีก

“ตนเองไม่เข้าใจว่าเหตุใดรัฐบาลจึงถอดสาขาวิชาที่ขาดแคลนบุคลากรในระบบสาธารณสุขออกจากการเป็น ‘สาขาหลักของประเทศ’” นายปารมีกล่าว พร้อมตั้งคำถามถึงหลักคิดของฝ่ายบริหาร

นายปารมี เผยว่า แม้ก่อนหน้านี้จะเคยอภิปรายประเด็นดังกล่าวไว้ในปีงบประมาณ 2568 และได้รับการปฏิเสธจาก นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในขณะนั้นว่า “กยศ. ยังมีสภาพคล่องดีอยู่” แต่ท้ายที่สุดกลับมีการขอเพิ่มงบกลางอีกกว่า 4,000 ล้านบาท และในเวลาต่อมา รัฐบาลยังคงเดินหน้าขอเพิ่มงบกลางอีก 2,800 ล้านบาท สะท้อนว่าการวางแผนงบประมาณล้มเหลวและไม่มีความชัดเจน

นายปารมีได้เสนอแนวทางแก้ไขต่อรัฐบาล 3 ข้อ ดังนี้

1. จัดสรรงบให้เพียงพอ รัฐบาลควรจัดงบให้ กยศ. อย่างน้อยปีละ 22,000 ล้านบาท เพื่อให้สามารถปล่อยกู้ตามเป้าหมาย และควรใส่ในงบประมาณประจำปีอย่างชัดเจน

2. ปรับปรุงการบริหารจัดการ กยศ. ควรปรับระบบภายใน โดยเฉพาะการเรียกคืนเงินและการบริหารหนี้ พร้อมเร่งพัฒนาระบบ DSL ที่ใช้งบ 345 ล้านบาท ให้เสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569

3. สร้างความโปร่งใส กยศ. ต้องแสดงให้ประชาชนเห็นถึงความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการทำงาน

ท้ายที่สุด นายปารมี ได้กล่าววิงวอนต่อรัฐบาลด้วยความรู้สึกสะเทือนใจว่า “อย่าปล่อยให้เด็กไทยต้องยืนลำพังอยู่บนปากเหว เงินกู้ กยศ. คือเส้นทางรอดเดียวของเด็กจำนวนกว่า 600,000 คนในปีนี้ หากยังคงเมินเฉยต่อปัญหา เด็กเหล่านี้อาจต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาไปอย่างน่าเสียดาย”

พร้อมเน้นย้ำว่า รัฐบาลต้องลงมือแก้ปัญหาอย่างจริงจังและยั่งยืน ไม่ใช่เพียงเพื่อประคองสถานการณ์ไปวัน ๆ