"ประธานสภาฯ" ย้ำ มาตรฐานจริยธรรมของนักการเมือง จำเป็นต้องมี
โพสต์เมื่อ : 27 ก.ย 2567 เวลา 7:50 น.
"ประธานสภาฯ" ย้ำ มาตรฐานจริยธรรมของนักการเมือง จำเป็นต้องมี ขอให้สมดุล อย่าวางไว้สูงจน “ผู้นำ” เกร็งไม่กล้ากระดิก เพราะหวั่นถูกร้อง
วันที่ 27 ก.ย. 2567 ที่ รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ นมะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงความจำเป็นที่ต้องมีมาตรฐานทางจริยธรรมของนักการเมือง ว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความสมดุลกฎหมาย แต่กฎหมายเรื่องจริยธรรมในสังคม อาจจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับแต่ละองค์กร โดยมาตรฐานจริยธรรมของผู้นำศาสนาก็จะต้องสูงในระดับหนึ่งเช่นเดียวกับผู้พิพากษา ที่เป็นองค์กรที่ต้องตัดสินคดีต่างๆ ต้องสร้างความน่าเชื่อถืออีกรูปแบบหนึ่ง รวมถึงมาตรฐานทางจริยธรรมของทูต ซึ่งเป็นตัวแทนของประเทศ ก็ต้องเป็นอีกแบบหนึ่ง และในส่วนของสส.และ สว.ควรต้องมีมาตรฐานนี้ ทุกอย่างต้องเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประชาชน ยอมรับได้ ถ้าไม่มีก็ไม่ได้เพราะจะวุ่นวาย หรือมีแล้วอ่อนเกินไปเท่ากับไม่มี ก็ไม่ดี หากมีหรือมีเข้มเข้มเกินไป ทำให้ทำหน้าที่ไม่ได้ ไม่มีความมั่นคงในการตัดสินใจ ทำให้ไม่กล้าทำอะไรเลย จะทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ คิดว่าทุกอย่างอยู่ที่ความสมดุลว่า มีแล้วได้ประโยชน์กับประชาชนหรือไม่ และถ้าไม่มีแล้วประชาชนเสียประโยชน์ก็ควรต้องมี
มาตรฐานทางจริยธรรมของแต่ละองค์กรไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ในปัจจุบันที่เป็นปัญหาถกเถียงอยู่ เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 129 กำหนดว่าให้ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้เขียนมาตรฐานทางจริยธรรม สำหรับศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และให้บังคับถึงคณะรัฐมนตรี(ครม.)และสมาชิกรัฐสภาด้วย กลายเป็นประเด็นว่าเป็นมาตรฐานเดียวกันทุกอาชีพ ถ้าถามว่าดีหรือไม่ เพราะบางอย่างปฏิบัติแล้วทำให้เกิดความไม่มั่นคง ทำให้ผู้นำรัฐบาลไม่สามารถตัดสินอะไรๆ ได้เพราะกลัวจะถูกถอดถอน และกังวลว่าจะถูกมาตรฐานทางจริยธรรมทำให้บริหารงานไม่มีความมั่นคง ทำให้คนไม่ไว้วางใจในรัฐบาลเพราะไม่มั่นใจว่าอยู่นานเท่าไหร่ ดังนั้นควรต้องมีความมั่นคงพอสมควร แต่มาตรฐานทางจริยธรรม เช่นการไม่โกง ไม่ทุจริต ไม่เอาประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม และควรระบุให้ชัดว่ามาตรฐานของแต่ละอาชีพนั้นควรอยู่ตรงไหน เพื่อให้เหมาะสมกับสถานะของผู้นั้น ประธานสภาฯ กล่าว
ส่วนพฤติกรรมในอดีตของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองควรนำมาเป็นหลักเกณฑ์ในเรื่อวจริยธรรมหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ที่เกิดปัญหาเพราะเดิม เราไม่มีการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมที่ชัดเจน แต่ไปตัดสินที่ศาลซึ่งหากยึดคำพิพากษาของศาล ถือเป็นจริยธรรมของบุคคลทั่วไป แต่สมาชิกรัฐสภาควรมีจริยธรรมระดับหนึ่งไม่เท่ากับคนทั่วไป การที่กำหนดมาตรฐานทางธรรมสูงเท่าผู้พิพากษา ตนก็คิดว่าเกินไป ซึ่งความจริงมาตรฐานสูงเป็นเรื่องดี แต่ปฏิบัติลำบาก ถ้าเกินขนาดนั้น ดีหรือไม่ ต้องบอกว่าดี แต่มันปฏิบัติลำบาก เช่น เมื่อคนมาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ไม่กล้าตัดสินใจอะไรสักอย่าง ประชาชนเสียประโยชน์แน่นอนอย่างจริยธรรมของแพทย์ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง มันเป็นเรื่องที่มีของแต่ละองค์กร
เมื่อถามว่า กรณีมีการยื่นเรื่องร้องว่ามีสส.ลาประชุม 84 ครั้ง จากการประชุม 95 ครั้ง ถือว่าผิดจริยธรรมหรือไม่ ประธานสภาฯ กล่าวว่า พูดยากเพราะเป็นเรื่องข้อบังคับและกฎหมายที่สส.สามารถทำได้ แต่ก็ตรวจสอบความเหมาะสมได้ และถือเป็นความรับผิดชอบ ซึ่งความจริงกรณีเช่นนี้มีน้อยมาก เพราะพรรคการเมืองก็ได้เข้มงวดสมาชิกในการลงมติต่างๆโดยตลอด แต่กรณีนี้มีการเสนอให้ตรวจสอบก็ต้องนำเข้าคณะกรรมการจริยธรรมของสภาราษฎร ที่มีอนุกรรมการแต่ละฝ่ายพิจารณาอีกที ทั้งนี้ ยอมรับว่า ยังไม่มีการประชุมกรรมกรรมการจริยธรรมเพราะขาดองค์ประชุม ซึ่งประกอบด้วยประธานสภาฯ ตัวแทนของฝ่าย สส.รัฐบาลและฝ่ายค้าน และต้องมีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรด้วย ก่อนหน้านี้ ขาดผู้นำฝ่ายค้านฯ แต่ตอนนี้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯผู้นำฝ่ายค้านฯแล้ว แต่ยังมีปัญหาเรื่องสัดส่วนตัวแทนที่สลับเปลี่ยนกันใหม่ จึงต้องดูสัดส่วนที่เป็นจริงและต้องตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน เพราะบางพรรคแบ่งซีกนั่งฝ่ายค้านครึ่งหนึ่ง ฝ่ายรัฐบาลครึ่งหนึ่ง ก็ต้องเป็นไปตามกฏหมายที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กำหนด พรรคพลังประชารัฐถือว่า เป็นฝ่ายค้าน คาดว่าน่าจะเรียบร้อยได้ในเร็วๆนี้ เพราะมีเรื่องยื่นเข้ามารออยู่ประมาณ 6-7 เรื่อง โดยเลขาประธานสภาฯจะดำเนินการให้ครบ เพื่อเรียกประชุมคณะกรรมการจริยธรรม
เมื่อถามย้ำว่า คนที่เซ็นอนุญาตให้ลาได้คือประธานสภาฯข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายวันมูหะหมัดนอร์ กล่าวว่า เรื่องนี้มอบให้นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาฯคนที่หนึ่ง เป็นผู้ดูแลเรื่องการลาของสมาชิก ทั้งนี้ ยอมรับว่าตามข้อกฎหมายเป็นเรื่องยาก เพราะกำหนดให้สมาชิกลาได้ ถ้าจำเป็น ซึ่งการลาสมาชิกก็บอกว่าจำเป็น ติดภารกิจ หรือไม่สบายก็ต้องมีเหตุผลมา แต่ความเหมาะสมอยู่ตรงไหน ตนคิดว่าประชาชนซึ่งเป็นผู้เลือกสมาชิกคงจะวัดได้ ส่วนในอดีตมีการลาประชุมมากขนาดนี้หรือไม่ ประธานสภาฯ กล่าวว่า ก็มีคนลา ส่วนใหญ่ที่ลา บางคนเป็นสส.และเป็นรัฐมนตรีด้วย หรือสมัยก่อนนายกรัฐมนตรีเป็นสส. ก็ติดภารกิจเยอะเช่นกัน แต่ไม่แน่ใจว่า จำนวนมากขนาดนี้หรือไม่เพราะไม่ได้ตรวจสอบย้อนหลัง บางคนไม่ได้เป็นทั้งสองอย่าง ก็ขาดประชุมก็มี แต่ตนก็เห็นว่า ถือเป็นเรื่องดีที่มีคนสนใจการปฎิบัติหน้าที่ของ สส. ซึ่งเป็นผู้แทนของประชาชน ต่อไปก็จะเป็นประเด็นหนึ่งที่เมื่อไปเลือกตั้ง ประชาชนก็จะได้เห็น จึงถือเป็นเรื่องดีที่ทั้งสื่อมวลชนและประชาชนจะตรวจสอบ เพื่อให้การทำหน้าที่เป็นไปอย่างโปร่งใสและชัดเจน
เมื่อถามย้ำว่า การตรวจสอบเรื่องลักษณะนี้ต้องเรียกเจ้าตัวมาชี้แจงหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า การสอบถามเป็นเรื่องของอนุกรรมการที่จะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม แต่เราไม่มีกฎหมายที่จะไปบังคับเหมือนศาลว่า ต้องมาให้ถ้อยคำ ถ้าเจ้าตัวไม่มาให้ถ้อยคำ ก็ถือเอาตามเหตุการณ์แวดล้อม และคำร้อง ซึ่งคนที่ถูกร้องก็จะเสียเปรียบเอง
z-z1603487247937.jpg)