닫기

ปกข่าวไลน์ใหม่เว็บ-Recovered

12 วัน เหตุตึก สตง. ถล่ม แพทย์เตือนอันตราย 5 โรค จากฝุ่นปูนซีเมนต์ พร้อมเผยแนวทางการดูแลรักษา

 

วันที่ 8 เม.ย. 2568 ผ่านมาแล้วกว่า 12 วันกับวิกฤตฝุ่นปูน ผลกระทบและการรับมือหลังเหตุการณ์ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม หลังแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม ที่ผ่านมา

เหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งบันทึกครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่ทำให้เกิดการสูญเสียเป็นวงกว้าง ทั้งสภาพเศรษฐกิจการท่องเที่ยว กำลังแรงงานของคนสู้ชีวิต , สภาพจิตใจของผู้ที่ได้รับผลกระทบ , อาคารบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย และอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ คือด้านสุขภาพ เพราะหลังเกิดเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้เกิดภาวะมลพิษ ฝุ่นละอองที่สะสม รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ ประชาชนในละแวกใกล้เคียง ต้องเผชิญหน้ากับฝุ่นในทุกวัน

นพ.ธนาวุฑฒ์ โสภักดี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหู คอ จมูก และนักกฎหมาย ให้ข้อมูลเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพกับ The Room44 ว่า ฝุ่นปูนหรือฝุ่นซีเมนต์จากอาคารที่พังถล่มประกอบด้วยสารอันตรายหลายชนิด ทั้งฝุ่น PM10 ,PM2.5โดยเฉพาะอนุภาคขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งทางระบบทางเดินหายใจ ผิวหนัง และทางเดินอาหาร ผลกระทบเฉียบพลันที่มักพบได้แก่ การระคายเคืองดวงตา แสบจมูก ไอ จาม หายใจลำบาก ผื่นคัน และอาการแพ้ต่างๆ
                                                                                     
นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคเยื่อบุโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ โรคหอบหืด หรือถุงลมโป่งพอง อาจมีอาการกำเริบรุนแรง นอกจากนี้ฝุ่นปูนยังมีฤทธิ์เป็นด่าง ทำให้เกิดการระคายเคืองเนื้อเยื่อในระบบทางเดินหายใจและทำลายเซลล์เยื่อบุปอดได้

กรณีที่ประชาชนในพื้นที่ มีการได้รับฝุ่นปูนอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน สามารถก่อให้เกิดอันตรายสะสมได้ดังนี้

1. โรคซิลิโคซิส (Silicosis) มักเกิดจากการสูดดมฝุ่นซิลิกาที่มีในปูนซีเมนต์ เป็นเวลานานสะสม ซึ่งกรณีที่เพิ่งเกิดในช่วง 12 วัน ความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้น้อย แต่หากยังสูดดมฝุ่นซิลิกาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานอาจทำให้เกิดการอักเสบและพังผืดในปอด ส่งผลให้การทำงานของปอดเสื่อมลง
2. โรคปอดอักเสบจากฝุ่น (Pneumoconiosis) การสะสมของฝุ่นในเนื้อเยื่อปอด ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง นำไปสู่การเกิดพังผืดและการสูญเสียความยืดหยุ่นของปอด
3. ความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอด ในซากปูนอาจมีสารก่อมะเร็งเช่น แอสเบสตอส
4. ความเสื่อมของระบบภูมิคุ้มกัน การได้รับฝุ่นอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ
5. ปัญหาผิวหนังเรื้อรัง ฝุ่นปูนมีฤทธิ์เป็นด่าง เมื่อสัมผัสผิวหนังเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดการอักเสบ แผลพุพอง และผิวหนังอักเสบเรื้อรัง

อย่างไรก็ตาม การดูแลตนเองสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานกู้ซากและประชาชนในพื้นที่

1. สวมอุปกรณ์ป้องกัน หน้ากาก N95 หรือสูงกว่า แว่นตานิรภัย และถุงมือเพื่อป้องกันการสัมผัสฝุ่นโดยตรง
2. หากไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่มีฝุ่นมาก มีการฉีดพ่นน้ำเป็นระยะลดฝุ่นควัน
3. อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีหลังออกจากพื้นที่เสี่ยง ล้างมือและหน้าบ่อยๆ
4. ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด ทำความสะอาดที่อยู่อาศัยด้วยผ้าชุบน้ำแทนการกวาดซึ่งจะทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจาย
5. หากเป็นไปได้ควรใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีฟิลเตอร์ HEPA ในที่พักอาศัย
6. หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไอเรื้อรัง หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก ควรพบแพทย์ทันที
7. ดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอเพื่อช่วยให้ร่างกายขับสารพิษออกได้ดีขึ้น
 
นพ.ธนาวุฑฒ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่มที่จตุจักรครั้งนี้ เป็นกรณีศึกษาสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติและผลกระทบต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเรื่องการจัดการด้านสาธารณสุขภายหลังเกิดเหตุ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดำเนินการอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการเกิดผลกระทบด้านสุขภาพในระยะยาวต่อประชาชน