”บิ๊กโจ๊ก“ และพวก คดีส่วยคาราโอเกะ ส่อผิดวินัยร้ายแรง-ฟอกเงิน
เจาะแฟ้มลับการสืบสวน ชี้มูล ”บิ๊กโจ๊ก“ และพวก คดีส่วยคาราโอเกะ ส่อผิดวินัยร้ายแรง-ฟอกเงิน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีการเรียกรับเงินร้านคาราโอเกะ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงปลายปี2553ที่มีการกล่าวหาพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล ในช่วงรับราชการเป็นผกก.3ปคม.และตำรวจคนอื่นๆกระทำผิดกฎหมาย แม้คดีนี้จะถึงที่สิ้นสุดไปแล้ว แต่พ.ต.อ.กฤษณะพงศ์ กัญจน์ชัยกิจ ยื่นหนังสือต่อประธานคณะกรรมการปปช.ขอให้พิจารณาสำนวนเรียกรับส่วยร้านคาราโอเกะขึ้นมาพิจารณาใหม่และและยังขอให้ บก.ปปป.แจ้งสำนักงาน ป.ป.ช. ว่าบก.ปปป.ขอรับสำนวนดังกล่าวกลับมาดำเนินคดีเองภายในอายุความที่เหลือและยังยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อขอความเป็นธรรมและให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ อดีตข้าราชการตำรวจ บุคลากรในสำนักงานปปช. และ บุคลากร ในคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) ประพฤติตนไม่เหมาะสม ส่งผลต่อภาพลักษณ์ในองค์กร และทำให้ประชาชนได้รับความเสียหาย
รายละเอียดสำคัญที่น่าสนใจในคดีการเรียกรับเงินร้านคาราโอเกะนั้น พบว่ารายงานการสืบสวน(ลับ)ลงวันที่26ส.ค.2554 ลงนามโดยพ.ต.อ.วิรุฒม์ ศิริสวัสดิบุตร รอง ผบก.อก.จต.ในฐานะประธานกรรมการสอบสวน ส่งรายงานดังกล่าวถึงผบช.ก. กรณีที่สำนักงานจเรตำรวจแห่งชาติมีคำสั่งที่1/2554 ,3/2554 ,48/2554 ,59/2554แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีพ.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ผกก.3 บก.ปคม.,ด.ต.สถาพร ศรีไลรัมย์ จ.ส.ต.ศรีสุวรรณ วงศ์ศิริ และนายบุญเลี้ยง (ธนกร แปลนดีหรือจ่าดำ)ถูกกล่าวหาว่าร่วมกระทำผิดวินัยเรียกรับเงิน(ส่วย)จากผู้ประกอบการร้านคาราโอเกะในจ.หนองคาย สกลนคร อุดรธานี นครพนม โดยดำเนินการจากหนังสือด่วนที่สุดของผบ.ตร. 0001(ว)/119 ลงวันที่23ธ.ค.2553ให้สำนักงานจเรตำรวจแห่งชาติตรวจสอบข้อเท็จจริงและรายงานผลให้ทราบ จากกรณีที่สื่อมวลชนเสนอข่าวสารหัวข้อ ตร.เตารีดสวนทางสโลแกน”บริการดุจญาติ” โดยพ.ต.อ.สุรเชษฐ์และพวกปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำผิด ไม่เคยได้รับเงินหรือผลประโยชน์ใดๆตามข้อกล่าวหา
หากดูจากรายงานการสืบสวนดังกล่าวนั้น มีการเรียกพยานผู้กล่าวหาและพยานผู้ถูกกล่าวหารวมหลายสิบราย รวมทั้งพยานเอกสารแวดล้อม คือหลักฐานทางธุรกรรมทางการเงินของนายธนกร/นายปิยะพงษ์ จุฑาวนิชกุล/นายชินรัตน์ วัฒนกุล(เสี่ยแต๋ม)/นายทิวา พิเนตร/นางสีสวาท แปลนดี โดยบุคคลทั้งห้ารายมีความใกล้ชิดพ.ต.อ.สุรเชษฐ์ในช่วงที่ไปรับราชการในตำแหน่งผกก.3บก.ปคม.เดือนม.ค.-ธ.ค.2553 โดยพบว่ามีเงินฝากและเงินโอนเข้าบัญชีพ.ต.อ.สุรเชษฐ์จากบุคคลทั้งห้ารายและบุคคลอื่นรวม10.7ล้านบาทเศษ แต่เมื่อพ.ต.อ.สุรเชษฐ์พ้นตำแหน่งดังกล่าวนั้นในช่วงเวลาตรวจสอบ(10ก.พ.-3ก.ค.2554)มีการฝากและโอนเงินเข้าบัญชี 4.6หมื่นบาทเศษ รวมทั้งมีการตรวจสอบการเสียภาษี หลักฐานการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ระหว่างพ.ต.อ.สุรเชษฐ์ ด.ต.สถาพรกับจ.ส.ต.ศรีสุวรรณพบว่ามีการติดต่อสื่อสาร/สั่งการตลอดเวลาแสดงถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิด
จากหลักฐานคือประจักษ์พยาน พยานแวดล้อม พยานเอกสารที่ปรากฏในการสืบสวนเพียงพอที่จะพิจารณาแล้วว่าพ.ต.อ.สุรเชษฐ์ ด.ต.สถาพรกับจ.ส.ต.ศรีสุวรรณเรียกรับเงินจากผู้ประกอบการร้านคาราโอเกะในพื้นที่บช.ภ.4จริง จึงมีมติให้พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ ด.ต.สถาพรกับจ.ส.ต.ศรีสุวรรณมาชี้แจงข้อกล่าวหา ระหว่างนั้นพ.ต.อ.สุรเชษฐ์และพวกทำหนังสือร้องเรียนว่าคณะกรรมการฯไม่มีอำนาจสอบสวน/กรรมการบางคนขาดคุณสมบัติเพราะมีส่วนได้เสียในการสอบสวน รวมทั้งได้ฟ้องคดีอาญากับทุกคนที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้(ผบ.ตร.เป็นต้นมา)เพราะไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าพ.ต.อ.สุรเชษฐ์ไปเรียกเก็บเงิน แต่คณะกรรมการฯนำข้อมูลของผู้บังคับบัญชา/ผู้ใต้บังคับบัญชามาสรุปว่าพ.ต.อ.สุรเชษฐ์และพวกเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหา/ ใส่ร้ายผู้อื่นให้ได้รับความเสียหาย/ ไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะแจ้งว่าพ.ต.อ.สุรเชษฐ์และพวกกระทำผิดที่ไหน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของการสรุปข้อเท็จจริงจากการสืบสวนและความเห็นของคณะกรรมการฯข้อเท็จจริงฟังได้ว่าวันที่8ก.ย.2552 พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ได้รับการแต่งตั้งเป็นผกก.3บก.ปคม. และสั่งการให้ด.ต.สถาพรกับจ.ส.ต.ศรีสุวรรณ (สังกัดกก.3บก.ปคม.)ออกสำรวจร้านคาราโอเกะในพื้นที่และติดต่อเรียกเก็บเงินรายเดือนเพื่อแลกเปลี่ยนไม่ให้ถูกตรวจสอบจับกุมการกระทำผิดกฎหมาย และเดือนก.พ.2553ได้ติดต่อนายเขตสยาม เนาวรังสี.ผู้รับผิดชอบร้านโบลิ่งเบียร์ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ขอเก็บรายเดือน เดือนละหนึ่งพันบาท ต่อมาเดือนก.ย.2553 ขอเก็บสามพันบาท/เดือน ต่อมาเดือนต.ค.-พ.ย.2553 ขอเก็บห้าพันบาท/เดือน แต่นายเขตสยามต่อรอง ทำด.ต.สถาพรโทรศัพท์ถึงพ.ต.อ.สุรเชษฐ์และให้นายเขตสยามพูดคุย โดยนายเขตสยามโดนข่มขู่ว่าหากไม่ให้จะใช้กฎหมายจัดการและทำให้นายเขตสยามร้องเรียนการกระทำของพตอ.สุรเชษฐ์กับพวก
การสรุปข้อเท็จจริงจากการสืบสวนและความเห็นของคณะกรรมการฯข้อเท็จจริงระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวกระทำแบบเป็นกระบวนการ คือพ.ต.อ.สุรเชษฐ์มอบให้ด.ต.สถาพรกับจ.ส.ต.ศรีสุวรรณ สำรวจพื้นที่ว่าร้านใดมีการกระทำผิดกฎหมายบ้างหรือไม่ ผู้ประกอบการที่กระทำ/ไม่ได้กระทำผิดกฎหมาย เกิดความกลัวว่าจะโดนจับกุม-กลั่นแกล้ง ต้องจำยอมจ่ายเงินรายเดือนตามที่เรียกร้อง หากร้านใดไม่จ่ายจะถูกตำรวจชุดหนึ่งไปจับกุม ระยะแรกด.ต.สถาพรจะเก็บเงินเอง ต่อมานายธนกรซึ่งเป็นลูกน้องของนายชินรัตน์และเป็นคนสนิทของพ.ต.อ.สุรเชษฐ์จะเป็นผู้รับเงินเอง โดยนายธนกรทำตัวให้คนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นตำรวจปคม. และนายธนกรเป็นผู้รวบรวมเงินสดไปส่งให้พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ที่กก.3บก.ปคม.ทุกสิ้นเดือน
ทั้งนี้ข้อเท็จจริงจากการสืบสวนและความเห็นของคณะกรรมการฯข้อเท็จจริงระบุว่า ต่อมาพ.ต.อ.สุรเชษฐ์ใช้วิธีการเดียวกับแหล่งอบายมุขอื่นๆทำให้แต่ละเดือนมีรายได้จำนวนมากจึงวางแผนให้นายชินรัตน์(ผู้ประกอบการรถบรรทุก)เป็นผู้รวบรวมเงินโอนเข้าบัญชี โดยร่วมกันสร้างเรื่องว่านายชินรัตน์รู้จักพ.ต.อ.สุรเชษฐ์ตั้งแต่เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจและอุปการะเสมือนบุตรบุญธรรมเพื่อให้สมเหตุผลในการให้-โอนเงินเข้าบัญชีพ.ต.อ.สุรเชษฐ์จำนวนมาก แต่จากการสืบสวนปรากฏพยานหลักฐานชัดเจนว่า ทั้งสองคน(พ.ต.อ.สุรเชษฐ์และนายชินรัตน์)เพิ่งรู้จักกันประมาณกลางปี2552 จากการแนะนำของด.ต.ชัชวาลย์ พึ่มชัย
“จากหลักฐานคือประจักษ์พยาน พยานแวดล้อม พยานเอกสารพิจารณาเห็นว่าการกระทำของพ.ต.อ.สุรเชษฐ์ ด.ต.สถาพร จ.ส.ต.ศรีสุวรรณและผู้เกี่ยวข้องมีมูลกระทำผิดวินัยร้ายแรงและเป็นความผิดกฎหมายคือ1.ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ทางราชการโดยมิชอบเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่นให้ได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นความผิดวินัยร้ายแรง/กระทำการอันได้ชื่อว่าประพฤติชั่วร้ายแรง ตามพรบ.ตำรวจแห่งชาติ พศ.2547 มาตรา79(1),(5) 2.ความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา148,149,157ประกอบมาตรา83,84 โดยมีนายธนกรและนายชินรัตน์ร่วมกระทำผิด 3.การกระทำผิดทางอาญาของพ.ต.อ.สุรเชษฐ์ถือเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและทุจริตต่อหน้าที่เข้าข่ายความผิดมูลฐานตามพรบ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พศ.2552 มาตรา3(5)และการปกปิดอำพรางการได้มาซึ่งทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำผิด ถือเป็นความผิดฐานฟอกเงิน ตามพรบ.ฟอกเงิน มาตรา5(2) อีกส่วนหนึ่งรวมทั้งนายชินรัตน์ที่รับโอน/เปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำผิดเพื่อซุกซ่อน/ปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้นถือว่านายชินรัตน์กระทำผิดพรบ.ฟอกเงินมาตรา5(1)ด้วย 4.เห็นควรตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงพ.ต.อ.สุรเชษฐ์ ด.ต.สถาพร จสต.ศรีสุวรรณและดำเนินคดีอาญากับตำรวจทั้งสามนาย รวมทั้งนายธนกรและนายชินรัตน์ตามกฎหมายต่อไป”รายงานการสรุปข้อเท็จจริงจากการสืบสวนและความเห็นของคณะกรรมการฯข้อเท็จจริงระบุ
z-z1603487247937.jpg)