닫기

ปกข่าวไลน์ใหม่เว็บ

”นักกฎหมายอิสระ“ ชี้ DSI สาวคดีอั้งยี่-ซ่องโจร ฮั้ว สว.ได้ มอง ผ่านเส้นทางการเงิน เรื่องโพยชี้ หากตรวจสอบ จะมีหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ พร้อมถาม แล้วใครจะเป็นคนเข้าไปตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต.

 

เมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2568 ที่รัฐสภา นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายอิสระ ให้สัมภาษณ์กรณีที่คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) รับ คดีฮั้วการเลือก สว. 67 ในข้อหาฟอกเงิน เป็นคดีพิเศษ ว่า อันดับแรกคดีนี้มีความสลับซับซ้อน และมีแง่มุมละเอียดอ่อน จึงต้องใช้คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ประชุมหารือ หลังมีมติตนอยากให้เข้าใจว่าขณะนี้มีการใช้คำทางกฎหมาย หลายคำผสมกัน เช่นคำว่า ฮั้ว ที่หลายคนเริ่มสับสนว่ามาเกี่ยวข้องอย่างไรกับการฟอกเงิน ซึ่งในกฎหมายไม่ได้เขียนคำว่าฮั้วแปลว่าอะไร

 

“ แต่ความผิดวันนี้ที่ กคพ. ได้มีมติให้ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ คือความผิดตามมาตรา 77 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เพราะต้องการทำให้เห็นว่า ไม่ได้เข้าไปล้วงลูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่ง สว. แต่ดันโยงกับกฎหมายของคดีพิเศษ ผ่านช่องทางกฎหมายฟอกเงิน ” นายวีรพัฒน์ กล่าว

 

นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า ปกติหากดูตามบัญชีแนบท้าย จริงๆแล้วดีเอสไอไม่จำเป็นต้องมาประชุมให้ซับซ้อน แต่คดีนี้เผอิญเป็นเรื่อง ที่เกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว. เป็นองค์กรนิตับัญญัติที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ หาก DSI รับเอง อธิบดีก็รับเผือกร้อนไปคนเดียว แต่ตอนนี้สบายใจได้ เพราะมีทั้งรองนายกฯและรัฐมนตรียุติธรรม และหลายหน่วยงานมาลงมติในวันนี้ จึงทำให้สังคมเห็นว่าการดำเนินงานเรื่องนี้เป็นไปด้วยความระมัดระวัง

 

หากพูดในภาษากฎหมาย ก็คือข้อหาตามมาตรา 77 พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. โดยเกี่ยวข้องกับการเสนอผลประโยชน์ตอบแทน พอมีผลประโยชน์เป็นตัวเงินก็เลยเข้าลักษณะมูลฐานการฟอกเงิน DSI จึงใช้ช่องทางนี้ดึงเข้ามาภายใต้กฎหมายของDSI ส่วนในกรณีคำว่า อั่งยี่,ซ่องโจร ความจริงสามารถโยงกันได้ เพราะคำว่าอังยี่ ไม่ได้มาบอกว่าต้องทำผิดกฎหมายมาตราไหน ขอแค่สมรู้ร่วมคิดปิดบังวัตถุประสงค์ที่แท้จริง เพื่อเป้าหมายที่ผิดกฎหมาย ก็เป็นความผิดฐานอั่งยี่ได้

 

“เพราะฉะนั้นตอนนี้กฎหมายมันชัดมากแล้วว่าDSI และ กคพ. ไม่ได้เข้าไปล้วงลูก กกต.ใดๆเลย เพราะเขาไม่ได้ไปแตะ พ.ร.ป ว่าด้วย กกต . เขาไม่ได้ไปใช้ฐานความผิดว่าด้วยสินบน เกี่ยวกับการจ่ายสินบนข่มขู่ผู้สมัคร หรือนโยบายหาเสียงที่ผิดกฎหมาย เขาพูดตามมาตรา 77 ซึ่งโยงเข้ากับมาตรา 21 ของDSI” นายวีรพัฒน์ ระบุ

 

นายวีรพัฒน์ ระบุว่า จากการแถลงข่าววันนี้เห็นว่าจะมีการขยายอำนาจไม่ใช่แค่เรื่องของฟอกเงินเท่านั้น แต่ยังมีในมาตรา 21 วรรค 2 ของกฎหมาย DSI ซึ่งให้อำนาจดีเอสไอดูเรื่องที่เกี่ยวโยงกันเกี่ยวกับการฟอกเงินได้ ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องสนุก เพราะหากพบความผิดอย่างอื่น เมื่อมีความผิดหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวโยงกัน ความผิดเรื่องอั่งยี่,ซ่องโจร ก็จะเริ่มเข้ามาและจะถือว่าเป็นคดีพิเศษทั้งหมด DSI จะมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานเข้ามาสืบสวนสอบสวนได้ ซึ่ง กกต.ต้องให้ความร่วมมือ

 

ส่วนกรณีที่มีหลักฐานออกมาว่า มีเอกสาร ที่ไป ร้องเรียนถึงประธานกกต ว่านายแสวงบุญมีเลขาธิการกกต. ได้รับรับทราบเรื่องที่มีคนถือโพยเข้าไปแต่ นายแสวงตอบกลับมา ในทำนองว่า ให้เขาทำไป ในเรื่องนี้ตนไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริงซึ่งต้องไปถามทาง ประธาน กกต.และเลขาธิการ กกต. ว่าแบบนี้ ลักษณะทำให้ประชาชนวิตกหรือไม่ หากเรื่องนี้เป็นจริงถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ อาจเข้าข่ายคดีทุจริต หรือไม่

 

“ตอนนี้คำถามสำคัญคือใครจะเป็นคนเข้าไปตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต.”

 

ซึ่งวันนี้เป็นสัญญาณดีที่ DSI มีมติของ กคพ. ยืนยันแล้วว่ารับเป็นคดีพิเศษ ขั้นตอนต่อไปก็ต้องดูว่ากกต. จะแสดงท่าทีอย่างไร ทาง กกต. ก็อ้างกฎหมายของตัวเองในมาตรา 49 ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยกฎหมาย กกต. ซึ่งบอกไว้ว่าในกรณีที่มีหน่วยงานอื่นสืบสวนสอบสวน เรื่องที่เกี่ยวกับความผิดของกฎหมาย กกต. ทางด้านกกต.ก็มีสิทธิ์เอาเรื่องนี้มาทำเอง

 

ทั้งนี้ตนในฐานะนักกฎหมายมองว่า ชัดเจนแล้วว่า ไม่เกี่ยวข้องกับ มาตรา 49 แต่เมื่อมีการร้องเรียนเรื่องโพยแล้ว แต่กลับอนุญาตให้ผู้สมัครสามารถนำโพยเข้าไปได้อีก และยังมีการพบโพยที่ถูกขยำไว้อีก จึงขอให้ผู้ที่มีหลักฐาน เก็บพยานหลักฐานไว้ เพื่อให้ DSI สามารถตรวจสอบเศษหนังกำพร้าบนนิ้วมือ ที่ไปแตะบนโพยและตรวจ DNA ของผู้สมัครคนนั้นได้ ซึ่งถือเป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และจะทำให้สามารถสืบหาผู้เขียนโพย การประชุม การแจกโพย เส้นทางการเงิน SMS ต่าง ๆ การขึ้นรถได้ และรายได้ 100 กว่าคนที่ถูกกล่าวอ้างร่วมกระทำความผิด DSI จะเริ่มกันไว้เป็นพยาน และอาจไม่เอาผิด ซึ่งอาจจะมีความเคลื่อนไหวทางการเมือง ยอมสารภาพเพื่อกันไว้เป็นพยาน

 

ในส่วนการที่ DSI รับเฉพาะส่วนคดีการฟอกเงินฮั้ว สว.เป็นคดีพิเศษ ที่จะต้องใช้เวลาในการสืบสวนเส้นทางการเมือง จะเป็นการรับไว้ เพื่อเป็นตัวประกันต่อรองทางการเมืองหรือไม่นั้น นักกฎหมายอิสระ มองว่า การรับเฉพาะส่วนการฟอกเงิน เป็นเพราะมีความชัดเจนที่สุดแล้ว เพราะไม่สามารถรับในฐานอั้งยี่ ซ่องโจรได้ เพราะไม่ได้อยู่ในบัญชี และต้องอาศัยมติพิเศษ ซึ่งจะเกิดข้อถกเถียง ทั้งที่ฟอกเงินในความหมายคดี มาจากมาตรา 77 ของกฎหมายการได้มาซึ่ง สว.ก็เข้าเงื่อนไขอั้งยี่ ซ่องโจรกลาย ๆ เพราะเป็นการรวมตัวกันเสนอให้ผลประโยชน์ วางแผนเป็นองค์กรอาชญากรรม และอีกเงื่อนไขการได้มาซึ่งอำนาจปกครองประเทศ เป็นองค์กรที่สำคัญทางรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญในอดีต เคยวางแนววินิจฉัยไว้แล้วหลังรัฐประหาร 2549 ขณะที่มี สว.เลือกตั้ง และแต่งตั้ง ซึ่งมีความพยายามแก้ที่มา สว.ให้เป็นการเลือกตั้งทั้งหมด แต่ศาลฯ เห็นว่า ผู้ที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำให้ สว.ไม่ค้านอำนาจ สส.ผู้นั้น เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง แต่คราวนี้ หาก DSI สืบสวนพบว่า การดำเนินการใด ๆ มีโพย SMS หรือโอนเงิน นัดเจอกันโรงแรม ลงคะแนนไปในทางเดียวกัน และโยงไปถึงพรรคการเมือง ที่มี สส.ในสภาได้ ก็อาจจะมีผู้เสนอให้ กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยพยายามได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศ หรือล้มล้างการปกครอง เหมือนที่เคยมีการร้องเรียนในอดีต เพียงแก้รัฐธรรมนูญยังผิด แต่คราวนี้หากพบหลักฐาน และศาลระบุว่าผิด ก็อาจมีการตีความถึงการยุบพรรคการเมืองบางพรรคที่เกี่ยวข้องได้ แต่ตามกระแสข่าว มีผู้ที่มีหลักฐานพร้อมออกมาเปิดเผย เมื่อ DSI รับเป็นคดีพิเศษแล้ว ผู้ที่มีหลักฐานสามารถเข้าสู่สำนวนคดีได้เต็มที่