닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บมาก---4

“ไอติม” ขู่ ถ้ามีการเบี้ยวสัญญา จะใช้เสียงล้ม รบ. หลังถูกถามก๊วนการเมืองแห่ซบ "เสี่ยหนู" ผิด MOA หรือไม่ ปัดตอบว่าที่ รมต.ยุติธรรม เตรียมเช็คบิลมือทำคดี "เขากระโดง-ฮั้ว สว." บอกใครมีข้อมูลแจ้ง ปชน.มาได้ เสนอโมเดล ตั้ง 2 คณะ "กู้ร่าง-ผู้แทน" ปัดตัดอำนาจ สว.ออก บอกร่างเดิมแค่เปลี่ยนเกณฑ์ออกเสียง เชื่อ ถ้าสัปดาห์หน้าเข้าวาระได้ จะเป็นไปตามไทม์ไลน์ มั่นใจ อิทธิพลการเมืองแทรกแซงการเลือกของ 2 คณะไม่ได้



วันที่ 17 ก.ย. 68 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กล่าวถึง กรณีกลุ่มการเมืองย้ายเข้าไปยังพรรคภูมิใจไทยเพิ่มเติม ส่งผลทำให้เสียง สส. เพิ่ม ขัดต่อข้อตกลงทางการเมืองระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย หรือไม่ว่า ใน MOA มีเนื้อหาที่ปรากฏต่อสาธารณะแล้ว และย้ำอีกรอบว่าหากมีการกระทำอะไรที่ขัดต่อ MOA จะดำเนินการตามที่หัวหน้าพรรคประชาชนได้ประกาศไว้ หากมีกรณีที่มีการเบี้ยวสัญญา ตามที่ข้อตกลงระบุว่า ห้ามกระทำการใด ที่จะเปลี่ยนแปลงสถานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก และเข้าใจว่ามีบางคนตั้งคำถามว่าอาจจะมี สส. พรรคอื่น ที่ไม่ได้ร่วมเป็นรัฐบาล ย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชนจับตาอย่างใกล้ชิด 

“ หากถึงจุดนั้นก็จะดำเนินการตามมาตรการที่เรามีในการควบคุมการรักษาสัญญา แต่คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันยิ่งตอกย้ำ ว่าทำไมถึงต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลายเป็นว่ามีรัฐธรรมนูญที่เปิดช่องให้ สส. คนหนึ่ง วันนึงไปขอคะแนนเสียงประชาชนในนามพรรคหนึ่ง นโยบายของพรรคหนึ่ง แต่พอเข้ามาแล้วอยู่ดีก็เดินไปสมัคร กับอีกพรรคนึงหรือไปสนับสนุนอีกพรรคนึงทั้งที่ตัวเองยังคงเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ ในประเด็นนี้ยิ่งตอกย้ำว่าควรที่จะรวมเข้าไปด้วยตอนที่มีการพิจารณาจากทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” นายพริษฐ์กล่าว

เมื่อถามว่าแม้จะจับตาอยู่ทแต่พรรคภูมิใจไทยบอกว่าไม่ได้ดึงแต่เค้ามาหาเองจะเข้าข่ายผิดสัญญาหรือไม่ นายพริษฐ์ ระบุว่าสัญญาเขียนชัดว่าถ้ามีความพยายามจะแปลงจากรัฐบาลเสียงข้างน้อย เป็นเสียงข้างมาก พรรคประชาชนจะดำเนินการใช้กลไกของรัฐสภา รวมถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อล้มรัฐบาลเสียงข้างน้อย หากไม่รักษาสัญญา ซึ่งหากใครตามอย่างใกล้ชิดก็จะรู้ว่า เพราะหากรอให้เกิดเหตุแล้วจะไม่ทันการณ์ ดังนั้นการควบคุมรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยการใช้เสียงฝ่ายค้านที่เกินหนึ่งในขณะนี้ หากรอให้เขาดำเนินการเสร็จกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก การอภิปรายไม่ไว้วางใจไปก็ไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ตามหลักคณิตศาสตร์ จึงติดตามดูว่าความเสี่ยงจะนำไปสู่จุดนั้นหรือไม่

เมื่อถามว่ามีรายงานว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม  เตรียมที่จะเช็คบิลคดีเขากระโดง กับคดีฮั้ว สว. กังวลหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่าเป็น 2 ประเด็นที่จะรวมอยู่ในการอภิปรายคำแถลงนโยบายรัฐบาลอยู่แล้ว ส่วนในเรื่องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่จะมีการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งมา ทางพรรคประชาชนให้ความเห็นไปแล้วว่าสังคมจากตาดูว่าใครจะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และกำกับดูแลดีเอสไอและคดีฟอกเงินของผู้สมัคร สว. อยู่ จากเดิมที่จะปรากฏข่าวว่าเป็นตำรวจคนหนึ่งที่เคยอยู่ในทีมของ สว. ที่เป็นอดีตตำรวจและเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาในคดี พรรคประชาชนเคยทักท้วงไปแล้วว่าหากทำแบบนี้สังคมจะมีการตั้งคำถาม ว่ามีการแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวเพื่อไปแทรกแซงคดีหรือไม่ จึงต้องการให้มีการทบทวน 

“ก็เข้าใจว่ามีการทบทวนไปรอบหนึ่ง แต่กลายเป็นว่า ทบทวนไปแล้วก็ยังยังคงเป็นชื่อใหม่ก็จริง แต่ดูสถานะที่มีความเสี่ยงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนเหมือนเดิม หากมีการทบทวนอีกรอบหนึ่งคิดว่าจะทำให้หลุดพ้นจากข้อคอรหานี้ได้ดียิ่งขึ้น” นายพริษฐ์กล่าว

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า หากทูลเกล้าไปแล้วก็ยิ่งเป็นการเปิดช่อง ให้สังคมย่อมตั้งคำถามตรงนี้ได้ ในฐานะฝ่ายค้านก็จะตรวจสอบ หากมีการใช้อำนาจเพื่อแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมโดยไม่ชอบ พรรคประชาชนมีกลไกที่สามารถดำเนินการได้ โดยย้ำว่ากลไกในการตรวจสอบของสภารวมถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ สามารถนำมาใช้ได้ไม่ใช่เพียงกรณีเฉพาะการเบี้ยวสัญญาMOA แต่ยังรวมถึงการใช้อำนาจโดยไม่ชอบก็เข้าเงื่อนไขเช่นกัน

เมื่อถามว่าขณะนี้มีรายงานข่าวว่ามีการข่มขู่ ทางการรถไฟ อธิบดีกรมที่ดิน คนที่ทำดีเขากระโดง และคดีฮั้ว สว. นายพริษฐ์ กล่าวว่าหากประชาชนมีข้อมูล ซึ่งเมื่อวาน (16 ก.ย.) มีผู้ที่ยื่นข้อมูลให้กับนายวิโรจร์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชนไปแล้ว ในคณะรับผิดชอบติดตามตรวจสอบ 2 เรื่องนี้อยู่ หากประชาชนมีข้อมูลเพิ่มเติมสามารถส่งให้ยังพรรคประชาชน ยืนยันทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างตรงไปตรงมา หากมีหลักฐานเรื่องการใช้อำนาจโดยไม่ชอบก็จะดำเนินการตามขั้นตอน

ส่วนกรณีมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีการทำประชามติ ทำให้หลายฝ่ายมองว่าการจะทำสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งเป็นไปได้ยาก พรรคประชาชนเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีปัญหาในเชิงของกระบวนการที่ตอบเกินคำถามและในเชิงของเนื้อหาที่ดูจะขัดกับหลักสำคัญ ว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน และสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการหารือกันภายในพรรคประชาชนว่าจะมีการทบทวนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 15/1 หรือไม่ เพื่อให้มีกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยังคงยึดโยงกับประชาชนและประชาชนมีส่วนร่วมได้มากที่สุด หากจำเป็นจะต้องเป็นกลไกอื่น ที่ไม่ใช่การมีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง

ดังนั้น จากที่ได้มีการหารือและจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง ยังคงยึดหลักสำคัญที่จะทำอย่างไรให้ยึดโยงกับประชาชนซึ่งมองว่าอยากให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่าน 2 กลไกหรือ 2 คณะ คณะที่ 1. คณะกู้ร่างรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่ในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

คณะที่ 2. คือคณะผู้แทนประชาชนที่ไม่ได้มีหน้าที่ในการยกร่างแต่มีหน้าที่ในการรับฟังความเห็นประชาชนและเอาความเห็นนั้นมาสะท้อนต่อคณะผู้ยกร่าง คล้ายๆกับสภาที่ปรึกษา

ซึ่งการได้มาซึ่ง 2 คณะ สำหรับคณะกู้ร่าง จะให้ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาก่อน 70 คน โดยจะใช้วิธีการเลือกตั้งระดับประเทศและให้คนที่สนใจสมัครเข้ามาเป็นทีมใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ประชาชนก็สามารถเลือกได้ 1 ทีมที่คิดว่าตนเองจะสนับสนุน 70 คนที่ผ่านการคัดเลือกผ่านการสรรหาเป็นใครก็คิดคะแนนตามสัดส่วนคล้ายๆส.ส. บัญชีรายชื่อ เมื่อได้ 70 คนมาแล้วก็จะส่งต่อมาให้รัฐสภาคัดเลือกให้เหลือ 35 คน ซึ่งหวังว่ารัฐสภาจากคัดเลือกโดย คำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนที่สะท้อนผ่านผลการเลือกตั้ง และกำหนดให้เป็นไปตามสัดส่วนของพรรคการเมือง สส.-สว.ในสภา

ส่วนของคณะผู้แทนตั้งใจว่าให้ประชาชน เลือกตั้งโดยตรง 100 คน โดยใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ต้องมี อย่างน้อย จังหวัดละ 1 คน จังหวัดไหนที่มีประชากรเยอะอาจจะมี 2-3 คน การรับสมัครจะเปิดรับสมัครเป็นรายบุคคล และประชาชนก็เข้าไปเลือกคนที่ตนเองจากจะสนับสนุน ส่วนจังหวัดไหนที่มีมากกว่า 1 คนคนที่ได้อันดับ 1 และ 2 ก็จะถูกได้รับเลือกตั้งมาให้อยู่ในคณะผู้แทน

ดังนั้น 2 คณะนี้จะทำงานคู่ขนานกันไปอย่างต่อเนื่อง และเมื่อมีการยกร่างฉบับใหม่เสร็จ ก็จะนำเสนอมาที่รัฐสภาถ้ารัฐสภาเห็นชอบต่อร่างดังกล่าวก็นำไปสู่การทำประชามติ ซึ่งตอนนั้นก็จะเป็นประชามติรอบที่ 2 หรือครั้งที่ 3 ซึ่งนี้เป็นโมเดลเบื้องต้นที่ผ่านการหารือกันภายในพรรค และจะนำโมเดลนี้ไปหารือต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองในวันพรุ่งนี้ ตนคิดว่ามีความใกล้เคียงกับโมเดลเดิมที่เคยเสนอไปแล้ว ซึ่งเข้าคูหามีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบไม่ต่างกับการเลือกสส.เขตสส.บัญชีรายชื่อ 

เมื่อถามว่าคณะผู้แทนจะไม่มีส่วนในการยกร่างเลยใช่หรือไม่นายพริษฐ์ กล่าวว่า คณะผู้แทนเป็นคล้ายๆกับสภาที่ปรึกษาดังนั้นจะมีตัวแทนจากทุกจังหวัด มีหน้าที่รวบรวมความเห็นประชาชน เมื่อมีความคืบหน้าของร่างก็เอาความคืบหน้าดังกล่าวไปรับฟังความเห็นจากประชาชน ไม่ได้มายกร่างหรือเขียนข้อความในรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าเรากังวลว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เขียนว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรง เราก็เลยวางเป็น 2 คณะแบบนี้ 

ส่วนอิทธิพลของคณะผู้แทนจะมีผลกับคณะกู้ร่างมากน้อยแค่ไหน อาจจะมี ช่องว่างให้ยื่นตีความได้หรือไม่ ว่าคณะผู้แทนจะขัดกับคำวินิจฉัย นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้คิดว่าเรื่องนั้นจะเป็นปัญหาเพราะคณะผู้ร่างไม่ว่าจะมีกลไกคณะผู้แทนหรือไม่อย่างไรคณะผู้ร่างก็จำเป็นต้องฟังเสียงของประชาชนที่สะท้อนโดยตรงอยู่แล้ว โดยสะท้อนผ่านตัวแทนของกลุ่มต่างๆรวมถึงสมาชิกรัฐสภาด้วย และการที่มีอีกคณะหนึ่งที่ทำหน้าที่อย่างเป็นทางการเพื่อรวบรวมความเห็นของประชาชนหรือเป็นเจ้าภาพในการจัดเวทีรับฟังความเห็นในพื้นที่ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของคณะผู้ร่าง และไม่น่าจะมีประเด็นกังวลในข้อกฎหมาย

เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทยอาจไม่ยอมรับโมเดลที่เราวางไว้ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นโมเดลของพรรคอื่นแต่จากการพูดคุยกับนายชูศักดิ์ ศิรินิล ฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทย ต้นคิดว่าโมเดลของพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยมีความคล้ายกันอยู่ คือไม่ใช่การตั้งกรรมาธิการโดยตรง แต่มีกลไกเสริม ของพรรคประชาชนอาจจะมี 2 คณะของพรรคเพื่อไทยอาจจะเป็นสภาเดียวแต่มี 2 ที่มาเหมือนกัน ดังนั้นมีความคล้ายกันอยู่ไม่มีความซับซ้อน ยังคงเป็นความพยายามที่จะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้มากที่สุดโดยไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาล อย่างไรก็ตามคงจะมีการหารือเบื้องต้นในวาระที่ 1 อยู่แล้ว สุดท้ายเมื่อมีโมเดลหลายโมเดลเข้าไปก็เป็นหน้าที่ของกรรมาธิการของสภาในการหาจุดลงตัว

เมื่อถามว่าปิดช่องโหว่หมดแล้วใช่หรือไม่จะไม่มีใครไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความ นายพริษฐ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนยกร่างโดยพยายามส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนให้ได้มากที่สุดและไม่ได้ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและเชื่อว่าพรรคอื่นจะคำนึงถึงตรงนี้เช่นกัน การพิจารณาระหว่างทางไม่มีใครจะร้องได้ระหว่างทาง ก็ต้องเป็นมติของรัฐสภา ถ้าแต่ละพักเห็นตรงกันว่าไม่มีเหตุอะไรให้ร้องได้ก็คงไม่มีใครไปร้องได้

เมื่อถามถึงไทม์ไลน์ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะแล้วเสร็จทันภายใน 4 เดือนใช่หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตั้งใจว่าอยากจะให้วาระที่ 1 เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด หากทั้ง 3 พรรคยื่นร่างเข้ามาภายในสัปดาห์หน้า ก็สามารถเปิดประชุมเพื่อจะพิจารณาวาระหนึ่งได้ปลายกันยายนหรือต้นตุลาคม และสมมุติว่าคณะกรรมาธิการทำงาน 2 เดือนเต็มก็จะเข้าสู่วาระ 2 และ 3 ในเดือนธันวาคมก็จะทำให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบได้ภายในปี 2568 ในเดือนมกราคม ที่คณะรัฐมนตรีสามารถหารือ เรื่องการทำประชามติที่จะเกิดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งได้และยังอยู่ในเงื่อนไข MOA ถ้าทุกพักมีความตั้งใจไม่เป็นปัญหา หมุดหมายสำคัญ ไม่ว่าวาระหนึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ อย่างไรวาระ 2 และ 3 ที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วต้องทำให้เกิดขึ้นภายในเดือนธันวาคม ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่มีปัญหา

เมื่อถามว่าร่างเดิมมีการลดอำนาจของสว.ไว้ด้วย ครั้งนี้ยอมถอนเงื่อนไขนี้ออกใช่หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ต้องแยกออกเป็น 2 ส่วน ร่างเดิมแก้ 2 เรื่องคือ1.มาตรา 256 ที่เกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา และ 2. คือการเพิ่มหมวด 15/1 กลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่รอบนี้ร่างจะเน้นไปที่เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 15/1 แต่ขอชี้แจงว่าในร่างเดิมไม่ได้ตัดอำนาจของวุฒิสภาในการพิจารณา ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา แต่เป็นการแก้ไขเกณฑ์ความเห็นชอบว่าจะผ่านความเห็นชอบได้ต้องใช้เกณฑ์เท่าไหร่ 

"ผมหวังว่าสว.เวลาลงมติไม่ได้คิดถึงผลกระทบของตัวเอง แต่คิดถึงผลกระทบต่ออนาคตของประเทศ แต่ตนคิดว่าในเมื่อวันนี้ คือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เราควรโฟกัสที่ตัวร่างในหมวด 15/1 เป็นหลักน่าจะดีที่สุด"นายพริษฐ์ กล่าว 

เมื่อถามว่า 2 คณะที่ตั้งขึ้นจะป้องกันอย่างไรไม่ให้อิทธิพลทางการเมืองเข้ามาครอบงำ จนอาจเข้าข่ายเช่นเดียวกับการฮั้วสว. นายพริษฐ์ กล่าวว่า ไม่เหมือน การเลือกสว.อยู่แล้ว เพราะการเลือกสว.ไม่ใช่การเลือกตั้ง ซึ่งสิ่งที่เราเสนอไม่ได้มีอะไรใกล้เคียงกับการเลือกสว.เลย เพราะเป็นการให้ประชาชนมาเลือกตั้ง จึงยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ข้อกังวล ส่วนอิทธิพลทางการเมืองตนคิดว่าถ้าเรายึดมั่นในหลักการตามระบอบประชาธิปไตยและให้ความสำคัญต่อกระบวนการเลือกตั้งของประชาชน 1 สิทธิ์ 1 เสียง ถ้าเรากังวลใจว่าคณะไหนจะถูกอิทธิพลทางการเมืองวิธีการที่ป้องกันได้ดีที่สุดคือการส่งเสริมให้ประชาชนทั่วประเทศมีส่วนร่วมมากที่สุด เพราะจะทำให้ไม่สามารถ มีกลุ่มทางการเมืองกลุ่มใดผูกขาดการกำกับคณะดังกล่าวได้เพราะประชาชนโดยธรรมชาติย่อมมีความเห็นที่หลากหลาย