“โรม” ชี้ ไทย–กัมพูชา ต้องร่วมมือปราบแก๊งสแกมเมอร์ หากไม่แก้ที่ต้นตอ การค้าชายแดนไม่มีวันฟื้น
โพสต์เมื่อ : 14 ต.ค 2568 เวลา 21:25 น.
“โรม” ชี้ ไทย–กัมพูชา ต้องร่วมมือปราบแก๊งสแกมเมอร์ หากไม่แก้ที่ต้นตอ การค้าชายแดนไม่มีวันฟื้น
วันที่ 10 ต.ค.68 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร แถลงตอบคำถามสื่อมวลชนถึงความคืบหน้าการตรวจสอบขบวนการ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์–แก๊งสแกมเมอร์” และความเชื่อมโยงกับนักการเมืองไทย หลังมีข่าวว่ารัฐบาลอาจผ่อนปรนมาตรการปราบปราม
นายรังสิมันต์ ระบุว่า ขณะนี้คณะกรรมาธิการฯ อยู่ระหว่างการตรวจสอบและรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม โดยยืนยันว่าหากรัฐบาลยังเพิกเฉย หรือไม่ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของคณะกรรมาธิการ พรรคประชาชนจำเป็นต้อง “ยกระดับการตรวจสอบ” ผ่านกลไกทางสภา เช่น การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ
“ถ้ามันจบง่าย ๆ รัฐมนตรีมาชี้แจง เอาพยานหลักฐานมาเสนอต่อกรรมาธิการ ช่วยกันปราบปราม เราก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้กลไกอื่น แต่วันนี้กลไกที่มีอยู่ไม่ฟังก์ชัน รัฐบาลเงียบ นายกฯ ก็เงียบ ผมเริ่มสงสัยว่าท่านมองเรื่องนี้อย่างไร ถ้ายังเงียบต่อไป พรรคประชาชนก็ต้องขยับมากขึ้น อย่าคิดว่าความเงียบจะทำให้เรื่องนี้จบ แต่จะเป็นตัวเร่งให้เราต้องลงมือจริงจังขึ้น” นายรังสิมันต์ กล่าว
นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า หากปรากฏว่ามีการ “ผ่อนปรน” มาตรการปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์จริง จะถือว่ารัฐบาลขัดต่อคำแถลงนโยบายที่ให้ไว้ต่อรัฐสภา โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและอาชญากรรมไซเบอร์ พร้อมระบุว่า หากเป็นจริง “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรี ต้องแสดงความรับผิดชอบในฐานะผู้ดูแลด้านความมั่นคง
นายรังสิมันต์ ย้ำว่า การแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่สามารถทำได้ด้วยการ “ตัดไฟ ตัดน้ำ หรือตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต” เท่านั้น เพราะขบวนการเหล่านี้มีความยืดหยุ่นสูง สามารถย้ายฐานปฏิบัติการไปยังพื้นที่อื่น เช่น จากเมียนมาไปกัมพูชา หรือกลับกัน ซึ่งทำให้ปัญหาไม่เคยหมดไปอย่างแท้จริง
นายรังสิมันต์ กล่าวถึงความเชื่อมโยงระหว่างนักการเมืองไทยกับนาย “เบน สมิธ” ที่ปรึกษาประธานวุฒิสภากัมพูชา ว่า ข้อมูลจากทีมงานของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่านายเบน สมิธ เคยทำธุรกิจกับนักการเมืองไทยหลายคน แต่ไม่มีชื่อของ ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งทำให้ต้องตั้งคำถามว่าคนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องคือใครบ้าง
“เราจำเป็นต้องตรวจสอบความสัมพันธ์เหล่านี้ให้ชัด เพราะมันอาจเป็นเครือข่ายเดียวกับทุนสีเทาที่พยายามเข้าครอบงำกลไกรัฐ ผ่านบริษัทนอมินีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน”
นายรังสิมันต์ ยังตั้งคำถามไปถึง “ครอบครัวชินวัตร” โดยเฉพาะนางสาวแพทองธาร (อุ๊งอิ๊ง) ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ว่าควรให้คำชี้แจงต่อสังคมถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี กับ “เบน สมิธ” หลัง ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยว่า ทั้งคู่รู้จักกันตั้งแต่สมัยอยู่ดูไบ
“ผมอยากฝากถึงคุณอุ๊งอิ๊งและครอบครัวชินวัตร ให้คุณทักษิณใช้โอกาสนี้ชี้แจงให้ชัด ว่ารู้จักเบน สมิธ ได้อย่างไร เพราะนี่คือคำพูดจากปากของคุณธรรมนัสเอง ไม่ใช่ผมที่กล่าวหา”
นายรังสิมันต์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ตนมีเอกสารหลักฐานใหม่จำนวน 48 หน้า ซึ่งรวมถึง “ตราตั้ง” ที่อดีตนายกรัฐมนตรีฮุน เซน แต่งตั้งให้นายเบน สมิธ มีบทบาทในธุรกิจหลายแห่ง รวมถึงรายชื่อบริษัทในเครือที่เกี่ยวข้องกับทุนสีเทา โดยบางบริษัทมีนักลงทุนไทยและหน่วยงานของรัฐถือหุ้นอยู่
นายรังสิมันต์ เผยว่า ในจำนวนนี้มีบริษัทที่พยายาม “ปกปิดตัวตน” ด้วยการซ่อนชื่อผู้ถือหุ้นแท้จริง และบางบริษัทอาจมีความเชื่อมโยงกับนโยบายของรัฐ เช่น กรณีข่าวลือการพยายามให้กองทุนประกันสังคมขายหุ้นบางจากให้กลุ่มทุนปริศนา
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า จะนำข้อมูลเหล่านี้เข้าสู่การตรวจสอบอย่างเป็นทางการในการประชุมกรรมาธิการวันที่ 30 ตุลาคมนี้ ซึ่งจะขยายประเด็นไปถึงนายวรภัค ธันยาวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อสืบหาความเชื่อมโยงเชิงโครงสร้างของขบวนการนี้
“เอกสารเหล่านี้ไม่ได้มาจากแหล่งนิรนาม แต่มีหลักฐานประกอบที่ตรวจสอบได้ หากจะฟ้องผมในศาล ผมพร้อมนำเอกสารเหล่านี้ไปยืนยัน ผมยืนยันว่ามันไม่ใช่แค่ 48 หน้าอีกต่อไป แต่ข้อมูลกำลังหลั่งไหลเข้ามาเรื่อย ๆ”
นายรังสิมันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เครือข่ายทุนสีเทาดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่ในธุรกิจพลังงานเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่หลายวงการ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การแสดง และวงการบันเทิง โดยมีการจ้างดาราเพื่อสร้างภาพลักษณ์ทางสังคมให้ดูน่าเชื่อถือ
นายรังสิมันต์ ยอมรับว่า จากการตรวจสอบในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พบความเชื่อมโยงระหว่าง “เงินสีเทา” กับการเมืองไทยในหลายการเลือกตั้ง โดยทุนเหล่านี้มักมีต้นทางจากเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และบ่อนกาสิโนฝั่งกัมพูชา ซึ่งมีเงินหมุนเวียนจำนวนมหาศาล
“ผมอาจไม่มีภาพหลักฐานการขนเงินเข้าประเทศ แต่ข้อมูลเชิงโครงสร้างที่เราศึกษามาตลอด บ่งชี้ว่าเส้นทางเงินเหล่านี้มีจริง และมันหล่อเลี้ยงระบบการเมืองอยู่ในระดับหนึ่ง”
นายรังสิมันต์ ยืนยันว่า จะเดินหน้าผลักดันเรื่องนี้ต่อในเวทีสภาไทย และเวทีสหภาพรัฐสภาโลก (IPU) เพื่อให้เกิดแรงกดดันระหว่างประเทศในการจัดการขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่กัมพูชา
“ผมเข้าใจว่าการประสานกับกัมพูชาโดยตรงอาจไม่ง่าย เพราะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ได้ปกติ แต่เราจะใช้กลไกสภาและเวทีระหว่างประเทศเป็นแรงขับเคลื่อน เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นว่าประเทศไทยเอาจริงกับการปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์และทุนสีเทาที่บ่อนทำลายเศรษฐกิจของชาติ”
นายรังสิมันต์ ย้ำว่า หากรัฐบาลยังคงนิ่งเฉย ไม่ชี้แจง และไม่ลงมืออย่างจริงจัง พรรคประชาชนจะไม่หยุดเพียงการตั้งคำถาม แต่จะเดินหน้าตรวจสอบอย่างถึงที่สุด ทั้งในสภาและในระดับสากล เพื่อให้ความจริงทุกชั้นของขบวนการทุนสีเทา–การเมือง–สแกมเมอร์ ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนอย่างโปร่งใส
z-z1603487247937.jpg)