“อี้ แทนคุณ” นำเหยื่อร้องสภา ถูกหลอกผ่อนบ้านกว่า 100 ล้าน!
โพสต์เมื่อ : 4 มิ.ย 2568 เวลา 6:23 น.
“อี้ แทนคุณ” นำเหยื่อร้องสภา ถูกหลอกผ่อนบ้านกว่า 100 ล้าน! วอนรัฐอุดช่องโหว่กฎหมาย-เอาผิดกลุ่มทุนฉวยโอกาส
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 มิ.ย. 68 ณ อาคารรัฐสภา นายเจษ อนุกูลโภคารัตน์ ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานประสานการเมืองและรับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยได้รับมอบหมายจากนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร มารับมอบหนังสือจากนายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม พร้อมด้วยคณะผู้เสียหายจากทั่วประเทศ เพื่อยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมกรณีประชาชนกว่า 400 ราย ได้รับความเสียหายจากธุรกิจเช่าซื้อและผ่อนชำระบ้าน มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 100 ล้านบาท
นายแทนคุณ เปิดเผยว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นจากพฤติกรรมของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่โฆษณาชักชวนให้ประชาชนร่วมโครงการซื้อบ้านในลักษณะ “เช่าออม” หรือ “ผ่อนดาวน์บ้าน” โดยทำสัญญาให้ชำระเงินงวดรายเดือน เพื่อสิทธิในการครอบครองที่อยู่อาศัย และเมื่อครบกำหนดจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ให้ แต่ในความเป็นจริงเมื่อถึงกำหนด กลับไม่ได้รับการโอนกรรมสิทธิ์ตามที่ตกลงไว้ บางรายกลับถูกบริษัทฟ้องขับไล่ และกลายเป็นจำเลยในคดี ทั้งที่ตนเองเป็นผู้เสียหาย
“ประชาชนจำนวนมากมีความฝันที่จะมีบ้าน แต่กลับถูกหลอกให้จ่ายเงิน ผ่อนชำระมาเป็นเวลานานนับปี หลายรายสูญเงินหลักแสนถึงหลักล้าน พอถึงกำหนดโอนกรรมสิทธิ์กลับถูกฟ้องให้ย้ายออก ที่ร้ายยิ่งกว่านั้นคือ กลายเป็นผู้ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งที่ไม่ได้ทำผิดอะไรเลย นี่คือการซ้ำเติมประชาชนผู้บริสุทธิ์” นายแทนคุณ กล่าว
ทั้งนี้ ยังมีกรณีความเสียหายที่เกิดจากการซื้อบ้านในลักษณะอื่น เช่น ซื้อแบบปลอดจำนอง ที่ผู้ซื้อได้กรรมสิทธิ์ผ่านการประมูล แต่ยังไม่จ่ายเงินครบถ้วน ทำให้ผู้รับจำนองยังคงคิดดอกเบี้ย , ซื้อแบบติดจำนอง ที่ผู้ซื้อไม่ไปไถ่ถอนจำนอง ทำให้เจ้าหนี้คิดดอกเบี้ยเพิ่มและฟ้องซ้ำ , กรณีคุกคามผู้เสียหาย โดยใช้วิธีการข่มขู่และใช้อิทธิพลเพื่อไม่ให้ดำเนินการเรียกร้องสิทธิได้ตามกฎหมาย
นายแทนคุณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ช่องโหว่ทางกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ทั่วถึง ทำให้กลุ่มธุรกิจฉ้อโกงสามารถใช้กลยุทธ์ซับซ้อนในการหลีกเลี่ยงความรับผิด ส่งผลให้ผู้บริโภคตกเป็นเหยื่อโดยไม่มีหนทางปกป้องตนเองอย่างแท้จริง
“สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่แค่การเยียวยาเฉพาะหน้า แต่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ให้กฎหมายเข้ามาปกป้องประชาชนอย่างจริงจัง ไม่ใช่ปล่อยให้คนฉวยโอกาสใช้ช่องว่างกฎหมายมาทำร้ายผู้บริโภคซ้ำแล้วซ้ำเล่า” นายแทนคุณ กล่าว
โดยในหนังสือที่ยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เสนอแนวทางการแก้ไขกฎหมายและมาตรการป้องกันเชิงนโยบายรวม 7 ข้อ อาทิ การกำหนดให้ธุรกิจเช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์อยู่ภายใต้การควบคุมสัญญา การออกกฎกระทรวงให้ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดรับผิดชอบภาระหนี้และดอกเบี้ย การกำหนดระยะเวลาในการโอนกรรมสิทธิ์ไม่เกิน 60 วัน การควบคุมธุรกิจลักษณะคล้ายสถาบันการเงินให้อยู่ภายใต้ ธปท. รวมถึงการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน พร้อมกำหนดโทษเชิงลงโทษ
ทั้งนี้ ผู้เสียหาย ระบุว่า ได้ทำสัญญาในลักษณะ “เช่าออม” หรือ “ผ่อนดาวน์บ้าน” กับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง โดยมีข้อตกลงว่าเมื่อชำระครบตามสัญญาแล้วจะได้รับการโอนกรรมสิทธิ์บ้าน แต่เมื่อครบกำหนด กลับไม่ได้รับการโอนกรรมสิทธิ์ตามที่ตกลง อีกทั้งยังถูกบ่ายเบี่ยงจากบริษัท และในบางกรณีถูกฟ้องร้องขับไล่ จนกลายเป็นผู้ถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม นายเจษ กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีความห่วงใยต่อกรณีดังกล่าวอย่างยิ่ง และจะเร่งรัดให้มีการตรวจสอบรายละเอียดตามกระบวนการทางสารบรรณ พร้อมรายงานกราบเรียนประธานสภาฯ โดยเร็ว
z-z1603487247937.jpg)