“อัจริยะ” ชี้พฤติการณ์ ”ทนายตั้ม“ ร้ายแรงความเสียหายสูง
“อัจริยะ” ชี้พฤติการณ์ ”ทนายตั้ม“ ร้ายแรงความเสียหายสูง มองศาลไม่ให้ประกันตัว หวั่นแทรกแซงพยาน
เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2567 ที่รัฐสภา นายอัจฉริยะ เรืองรัตนาพงษ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กล่าวหลังรับทราบว่ามีหมายจับ “ทนายตั้ม-นายษิทรา เบี้ยบังเกิด” ว่า เป็นอย่างที่เคยได้พูดเอาไว้ว่าจุดจบของทนายตั้มต้องไปที่เรือนจำ และมั่นใจแต่แรกเริ่มว่าเรื่องนี้พฤติการณ์ร้ายแรง และเป็นถึงนักกฎหมาย และเป็นความเสียหายสูง โดยเฉพาะพฤติการณ์หลอกลวงจากคนที่มีความรู้ด้านกฎหมาย ด้วยเชื่อว่าพฤติกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว เรื่องเงิน 39 ล้านบาท
โดย “น้องมี่” เชื่อว่าตำรวจจะกันไว้เป็นพยานเนื่องจากรู้เห็นเหตุการณ์ต่างๆ ข้อมูลข้อเท็จจริงระหว่างทนายตั้ม กับภรรยาที่ไปหลอกลวง พี่อ้อย -นางจตุพร อุบลเลิศ และรับทราบว่าตำรวจดักรอตั้งแต่เมื่อคืน เชื่อว่าเย็นนี้น่าจะดำเนินการจับกุมเสร็จสิ้นทั้ง 2 คน และวันนี้จะเปิดคดีที่5 ที่ดำเนินคดีเกี่ยวกับ การฉ้อโกงค่าออกแบบบ้านส่วนตัวของสามีพี่อ้อย มูลค่า 3 ล้านบาท เป็นอีกประเด็นที่เค้าข่ายเรื่องการปลอมแปลงเอกสาร โดยยืนยันมีเอกสารหลักฐานหลังจากที่ช่อง 7 ลงไปเกาะติด
“เดิมบริษัทออกแบบน้องมี่ เปลี่ยนเป็นชื่อนายเอ ต่อมาน้องมี่ได้รับคำสั่งจากทนายตั้มให้เปลี่ยนชื่อเป็นของน้องมี่เอง ต่อมาก็เปลี่ยนชื่อจากน้องมี่เป็นบริษัทอีกบริษัทหนึ่งในการทำสัญญา แล้วนำมาเก็บเงิน เราอยู่ระหว่างการสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ว่าตกลงมีการจ่ายเงินซ้ำซ้อนหรือจ่ายเงินก้อนเดียว3 ล้านบาท อยู่ระหว่างการประสานงานกันอยู่” นายอัจฉริยะกล่าว
นายอัจฉริยะ กล่าวว่า มูลค่าความเสียหายทั้งหมดในคดีที่เกิดขึ้น แบ่งเป็นรถเบนซ์ราคา 1.5 ล้านบาท ,คดี 71 ล้านบาท และคดี คดี 39ล้านบาท ค่าออดแบบ 5.5 ล้านบาท โดยยังไม่ยืนยันตัวเลขโดยรวมทั้งหมด
และยืนยันว่าทนายตั้มจะไม่ได้รับการประกันตัวเนื่องจาก 1. มีพฤติกรรมร้ายแรงและตนเองเป็นนักกฎหมาย 2. มูลค่าความเสียหายสูง 3. อาจไปยุ่ง หรือข่มขู่พยานได้ ส่วนการไปปรากฏตัวที่กองปราบนั้นไม่มีผลต่อการประกันตัวเพราะศาลจะพิจารณาจากพฤติกรรมในคดี
และมองว่าพฤติการณ์ที่ไปแถลงข่าวที่กองปราบนั้นส่งผลร้ายต่อทนายตั้มเอง เนื่องจากมีการพาดพิงถึงสื่อมวลชน อ้างว่ามีการคุกคาม อุ้มพยาน และอ้างว่าตำรวจไปคุกคาม ซึ่งการให้ความเห็นมีลักษณะแทรกแซงพาดพิง ซึ่งพฤติการณ์เช่นนี้เข้าข่ายการข่มขู่พยานหากมีการปล่อยตัวอาจจะไปข่มขู่พยานและผู้เสียหาย
ในวันพรุ่งนี้จะไปยื่นตรวจสอบ ที่สอบสวนกลาง อีก 1 เรื่อง คือ เรื่องทีโอที กรณีการปลอมสูติบัตรและการปลอม บัตรประชาชน ที่นำไปต่ออายุราชการ จะเปิดหลักฐาน ที่มีข้าราชการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ให้การช่วยเหลือ และทนายตั้ม นำหลักฐานไปเปิดเผยในรายการดนัยหมาแก่ และยังอ้างว่ายังมีกรณีบุคคลที่ร้องหลายเคสถูกเรียกค่าใช้จ่ายเคสละ 1 ล้านบาท จำนวนหลายคน
“หากไม่พูด จะถูกมองว่าปกปิดและเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นการซ้ำเติมแต่เป็นความจริงที่ต้องเปิดเผยทุกเรื่อง” นายอัจฉริยะกล่าว
พร้อมกันนี้ยังฝากถึง แซน-วิศาพัช มโนมัยรัตน์ ให้เปิดเผยคลิปทนายตั้ม การเรียกรับเงิน 5 ล้านบาท หรือ นายปอ-ตนุภัทร เลิศทวีวิทย์ เปิดเผยคลิปทนายตั้ม มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อแฟนตัวเอง
และกล่าวย้ำว่าทุกเรื่องที่ทนายตั้มพูดนั้นเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ เพราะเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายของพี่อ้อย ได้รับเงินเดือนละ 300,000 บาท ซึ่งหน้าที่จะต้องแนะนำสิ่งที่ดีให้กับลูกความ แต่ทุกเรื่องที่ได้มีการพูดของทนายตั้มเป็นการหลอกลวงแสวงหาผลประโยชน์ จากลูกความที่ไม่รู้ด้านกฎหมาย
นายอัจฉริยะ ยังกล่าวในเชิงพาดพิงว่าทนายตั้มสามารถวิ่งเต้นให้ได้รับความช่วยเหลือจากอัยการให้หลุดคดีได้ เพราะทนายตั้มก็เป็นนักวิ่ง 4x100อยู่แล้ว คดีที่ผ่านมายังหลุด มาถึงตอนนี้คดีของทนายตั้มก็ไม่เคยขึ้นศาลแม้แต่ครั้งเดียว พร้อมเผยว่าตนก็รู้จักว่า อัยยการที่ทนายตั้มให้เป็นคนวิ่งให้นั้นเป็นใคร ส่วนจะเป็นใครนั้นไว้จะเล่าในโอกาสถัดไปเป็นซีรีย์ ตนมีภาพที่ทนายตั้มให้ลูกน้องไปขู่พยานเจ้าของร้านอาหารทะเล
นายอัจฉริยะเผยว่าทนายตั้มรูัตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าตำรวจออกหมายจับ เพราะเขามีวงในอยู่สอบสวนกลาง จริงๆแล้วทนายตั้ม ช่วงที่ผ่านมาก็พยายามวิ่งหาผู้ใหญ่เพื่อขอความช่วยเหลือในเรื่องนี้ แต่ผู้ใหญ่ไม่มีใครเอาแล้ว ขนาดเพื่อนกันที่ช่วยเหลือทนายตั้มตลอด6ปีคดี เอมมี่ ยังทิ้งให้ขี้นศาลได้เลย แล้วคนแบบนี้คบได้หรอ
z-z1603487247937.jpg)