닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บมาก---5

“อนุทิน” ยัน ไทยไม่ขัด หาก “ทรัมป์” เสนอตัวเป็นคนกลางยุติพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชา แต่ อีกฝ่ายต้องถอนกำลัง-เคลียร์พื้นที่รุกล้ำ ย้ำ หากปฏิบัติตามเงื่อนไข ไทยพร้อมเจรจา ขณะ “บิ๊กต่าย” บอก ข่าวเขมรขนคนต่อต้านวันที่ 10 ต.ค. 68 ไม่เป็นผล พร้อมบังคับใช้กฎหมายไทยดำเนินการ


วันที่ 8ต.ค. 68 ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด นายอนุทิน ชาญวีรกูล  นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์หลังมีรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา อยากเป็นตัวกลางที่จะลงนามยุติเรื่องสันติภาพชายแดนไทยและกัมพูชา ว่า  คนที่พยายามมาเป็นตัวกลางถือว่าเขามีเจตนารมย์ที่ดีแต่ว่าคู่สัญญาของเรา ก็ต้องปฏิบัติตามความต้องการของเรา เพราะเราเป็นฝ่ายที่ถูกรุกราน เป็นฝ่ายที่ถูกกระทำ และเราก็ได้พูดออกไปชัดเจนว่าถ้าจะคุยกับเราหรือถ้าจะให้มีการเจรจาอะไรเกิดขึ้น คือต้องทำของเบสิค 4 อย่างก่อน คือต้องปฏิบัติเช่นนี้ก่อน 

ซึ่งการพูดคุยการเจรจาหรือมาตราการจากฝั่งเราถึงจะเริ่มได้ คือ 1.ต้องถอนกำลัง อาวุธ วัตถุร้ายแรงกับระเบิดออกไป และจัดการในส่วนที่เข้ามารุกราน ที่เป็นพื้นที่ของเรา ก็ต้องกลับภูมิลำเนาของตัวเองและออกนอกเขตแดนประเทศไทยไป และได้ถอนหรือเคลื่อนย้ายในสิ่งที่เป็นภัยต่อราชอาณาจักรไทยออกไป ตรงกับความต้องการของเราหรือยัง 

“ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ไม่ต้องมีคนกลางหรอกครับ เราพร้อมเจรจา เราบ้านติดกัน คนกลางบ้านอยู่คนละทวีป แต่ถ้าเขามาแล้วสามารถที่จะโน้มน้าวให้ฝ่ายกัมพูชาปฏิบัติตามสิ่งเหล่านี้ได้ ทำให้พี่น้องประชาชนชาวไทยเกิดความมั่นใจว่า เขาจะไม่ถูกรุกราน ชีวิตของเขามีความปลอดภัย และเดินไปไหนมาไหนไม่ต้องกลัวอันตรายถ้าแบบนี้เราถึงจะเริ่มมาเจรจากันต่อไป” นายอนุทินกล่าว 

ในส่วนที่กัมพูชาจะยกรางวัลโนเบลให้สหรัฐ จะถือเป็นการเอื้อประโยชน์หรือไม่ นายกอนุทิน ระบุว่า ตนสนใจเฉพาะประโยชน์ของประเทศไทยและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนและอธิปไตยของชาติ ส่วนเรื่องใครจะได้รางวัลหรืออะไรก็แล้วแต่ ก็ยินดี แต่ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องสถานการณ์ ดังนั้นจะไม่เกิดขึ้นกับเรื่องการเจรจาแน่นอน

ทั้งนี้ ในวันที่ 10 ต.ค. 68 มีกระแสข่าวว่าจะมีการขนคนกัมพูชามาต่อต้านในการผลักดัน นายอนุทินยืนยันว่า เรามีกฎหมายและมีการประชุมร่วมกันถึงแผนปฏิบัติการแล้วว่าหากใครก่อความวุ่นวายต่ออธิปไตยไทยจะไม่ยอมพร้อมบังคับใช้กฎหมายไทย แต่อย่าไปกำหนดวัน

ขณะที่พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีวันที่ 10 ต.ค. ว่า ในส่วนของตำรวจมีการเตรียมกำลังพลตำรวจ ควบคุม ฝูงชนไว้เพื่อรองรับสถานการณ์แล้ว แต่อย่างไรก็ตามจะต้องรอคำสั่งจากทางทหาร ว่าจะให้ปฏิบัติอย่างไร เนื่องจากเป็นพื้นที่ ที่ได้ประกาศเป็นกฎอัยการศึก โดยอำนาจของตำรวจแล้ว สามารถดำเนินการได้ทั้งสองส่วน คือ ใช้มาตรการผลักดัน หรือควบคุมตัวมาดำเนินคดี ซึ่งการดำเนินคดีใช้กฎหมายเกี่ยวกับคนเข้าเมืองและกฎหมายที่เกี่ยวกับป่าไม้ 

ทั้งนี้ในส่วนระหว่างการคุมตัวเพื่อดำเนินคดีก่อนผลักดันกลับจะเป็นการเพิ่มภาระที่เกี่ยวกับพื้นที่ที่ต้องรองรับและอาหาร พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เผยว่า เรื่องนี้อยู่ระหว่างการพิจารณากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกำหนดมาตรการแก้ไข