“อนุทิน” ชูนโยบาย “รั้วของชาติ” สกัดภัยความมั่นคง–เศรษฐกิจชายแดน
โพสต์เมื่อ : 24 ธ.ค 2568 เวลา 12:38 น.
“อนุทิน” ชูนโยบาย “รั้วของชาติ” สกัดภัยความมั่นคง–เศรษฐกิจชายแดน ประกาศทำต่อแน่คนละครึ่งพลัส ด้าน “เอกนิติ” เผย ปี 2568 โครงการ Quick BIG WIN-คนละครึ่งพลัส ฟาก “สีหศักดิ์” ชูนโยบายต่างประเทศ “ไทยเป็นไท”
วันที่ 24 ธันวาคม 2568 ที่ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ ชั้น 3 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แถลงนโยบายสำคัญของพรรคเพื่อเตรียมสู้ศึกเลือกตั้ง โดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์, นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ พร้อมว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. พรรคภูมิใจไทยทั่วประเทศ ทั้งระบบเขตเลือกตั้ง และระบบบัญชีรายชื่อ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
นายอนุทิน กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นการเลือกตั้งที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประชาชนเผชิญความไม่มั่นคงรอบด้าน ทั้งด้านความปลอดภัย เศรษฐกิจ และสังคม พรรคภูมิใจไทยมีความพร้อมสูงสุดจากประสบการณ์การบริหารประเทศในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สาธารณสุข ความมั่นคง การต่างประเทศ และการค้า โดยยืนยันว่าพรรคไม่ใช่พรรคการเมืองที่ต้องทดลองทำงาน แต่เป็นพรรคที่ผ่านวิกฤตมาแล้วทั้งโรคระบาด ภัยพิบัติ และภัยความมั่นคง พร้อมทำงานได้ทันที ทำได้จริง และทำได้อย่างรวดเร็ว
“คนไทยกลัวไม่มีกิน กลัวธุรกิจเจ๊ง กลัวแก่แล้วไม่มีเงินใช้ กลัวหาเงินไม่พอที่จะเลี้ยงครอบครัว กลัวมีลูกแล้วเข้าโรงเรียนดีๆ ไม่ได้ กลัวสแกมเมอร์ กลัวคนในครอบครัวติดพนัน กลัวยาเสพติด กลัวน้ำท่วม ฝนแล้ง ไฟป่า แต่ที่ไม่ต้องกลัวแล้ว คือ การเสียอธิปไตย”
นายอนุทิน เน้นย้ำถึงนโยบายด้านความมั่นคง โดยเสนอแนวคิด “รั้วของชาติ” เพื่อปกป้องประเทศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ ไม่เพียงเฉพาะภัยทางทหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภัยคุกคามทางเศรษฐกิจและสังคม ทั้งการลักลอบนำของเถื่อนเข้าประเทศ สินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านที่ทะลักเข้ามากดราคาพืชผลไทย แรงงานผิดกฎหมาย ยาเสพติด เครือข่ายสแกมเมอร์ การพนัน กาสิโน และทุนสีเทา โดยยืนยันว่าประเทศไทยไม่เอาสิ่งเหล่านี้ และจำเป็นต้องมีรั้วที่เข้มแข็งเพื่อปกป้องอธิปไตย เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน
นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังนำเสนอนโยบายทหารอาสา เปิดรับสมัครทหารอาสา 100,000 คน ระยะเวลา 4 ปี มีค่าตอบแทนเดือนละ 12,000 บาท เพื่อสร้างกำลังพลที่สมัครใจ มีความเข้มแข็ง และเป็นมืออาชีพ พร้อมได้รับการฝึกทหาร การฝึกอาชีพ และมีโอกาสศึกษาต่อหรือสอบเลื่อนตำแหน่งเป็นนายสิบ และตำแหน่งที่สูงขึ้น ในอนาคต
นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า หากพรรคภูมิใจไทยได้กลับมาบริหารประเทศ จะมีการจัดทีมบริหารอย่างชัดเจน แยกงานตามความถนัด โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว จะดูแลงานด้านการต่างประเทศเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของไทยในเวทีโลก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ จะกำกับดูแลด้านพาณิชย์ การค้า และอุตสาหกรรม และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จะรับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจและการคลัง
นายอนุทิน ย้ำว่า ภารกิจของพรรคภูมิใจไทยคือการเข้ามาสร้างความมั่นคงในชีวิตทุกด้านให้กับประชาชน ทำให้คนไทยพ้นจากความรู้สึกหวั่นไหวต่อภัยคุกคาม และกลับมามีความมั่นใจในการดำรงชีวิต พร้อมเสนอตัวเป็นผู้บริหารประเทศในอีก 4 ปีข้างหน้า เพื่ออนาคตที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของคนไทยทุกคน
“อนุทิน” ประกาศทำต่อแน่ คนละครึ่งพลัส ด้าน “เอกนิติ” เผย ปี 2568 โครงการ Quick BIG WIN และคนละครึ่งพลัส ทำเศรษฐกิจพ้นจากหล่ม แล้ว พร้อมทำต่อ ให้ดียิ่งขึ้น
นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวในการนำเสนอนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง ของพรรคภูมิใจไทย โดยระบุว่า ตนบอกว่าติดเงิน 2,400 บาทหากชนะเลือกตั้งเข้ามาเป็นรัฐบาลจะทำโครงการคนละครึ่งพลัส พร้อมมาตรการทางการคลังอื่นๆ
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า แนวทางการดำเนินมาตรการเศรษฐกิจ ว่า ขณะนี้เศรษฐกิจหลุดพ้นจากหล่มแล้ว อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ 2568 ในไตรมาสสุดท้าย อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จะหล่นไปอยู่ที่ 0.3 % แต่หลังจากดำเนินนโยบาย Quick BIG WIN และคนละครึ่งพลัส เพิ่มขึ้นเป็น 1 %
“สีหศักดิ์” ขึ้นเวทีภูมิใจไทย ชูนโยบายต่างประเทศ “ไทยเป็นไท” ฟื้นศักดิ์ศรีชาติ ผงาดเวทีโลก
นาย สีหศักดิ์ ขึ้นเวทีแถลงนโยบายต่างประเทศของพรรคภูมิใจไทย ภายใต้แนวคิด “ไทยเป็นไท บนเวทีโลก” ย้ำว่าประเทศที่เข้มแข็งด้านการต่างประเทศ คือกุญแจสำคัญในการพาประเทศฝ่าวิกฤติ สู่ความมั่นคงและศักดิ์ศรีในระยะยาว
นายสีหศักดิ์ ระบุว่า จากต่างประเทศที่เข้มแข็งจะทำให้เราพ้นวิกฤต สู่ความมั่นคงยิ่งขึ้น และการต่างประเทศที่เข้มแข็งจะทำให้ประชาชนมีกินมีความก้าวหน้า ในความเชื่อแบบนี้ จึงเลือกทำงานให้กับรัฐบาลชุดปัจจุบัน ปัญหาชายแดนกับกัมพูชา เรามาถูกทางแล้ว เพราะเรามีผู้นำที่เข้มแข็ง และ การขับเคลื่อนที่อยู่ในทิศทางเดียวกันระหว่างการทหารกับการทูต การพูดคุยจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายแสดงความพร้อมและความจริงใจเท่านั้น
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ในช่วง 4 ปีข้างหน้า ประเทศไทยต้องหลุดพ้นจากวงจรความขัดแย้ง และกลับมามีบทบาทบนเวทีระหว่างประเทศอย่างสง่างาม การต่างประเทศไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะเกี่ยวพันโดยตรงกับคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ และโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชน
นโยบายต่างประเทศ ตามหลักการคือ ต้องมีเป้าระยะยาว ที่ตัองแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปพร้อมกัน เราคิดระยะเดียวไม่ได้ โดยยึดหลัก ความสมดุลทางการทูต ลดแรงปะทะ สร้างเสถียรภาพในภูมิภาค เพื่อให้เกิดความมั่นคงตามแนวชายแดน การเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ และการลงทุนอย่างยั่งยืน
พร้อมย้ำว่า ความมั่นคงของประเทศไทย ต้องเดินไปพร้อมกับความมั่นคงของประเทศเพื่อนบ้าน หากภูมิภาคสงบ การลงทุนและยุทธศาสตร์ระยะยาวก็จะเกิดขึ้นได้
สำหรับเวทีโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งสหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย อินเดีย และสหภาพยุโรป ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และชาติอื่นๆ ไทยต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกขั้วอำนาจ ขณะเดียวกัน ต้องไม่ทิ้งอาเซียน ซึ่งเป็นฐานสำคัญของภูมิภาค
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การทูตไทยต้องเป็นการทูตเชิงรุก ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ สแกมเมอร์ ค้ามนุษย์ และยาเสพติด โดยเราต้อง มีบทบาท ในการทำให้โลกนี้ดีขึ้น เพื่อให้ไทย เข้าไปมีบทเด่นในเวทีโลก
สุดท้ายคือ การยืนยันคุณค่าของประเทศไทยในฐานะ ประเทศประชาธิปไตย ที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรู้ทิศทาง การต่างประเทศต้องโปร่งใส และได้รับการสนับสนุนจากประชาชน
“เป้าหมายของเรา คือทำให้ประเทศไทยกลับมายืนอยู่แถวหน้าของสังคมโลก อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และผลักดันผลประโยชน์ของชาติในทุกมิติ ให้ ไทยเป็นไท อย่างแท้จริง บนเวทีโลก” นายสีหศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย
เอกนิติ ประกาศเป้าหมาย จีดีพี โต 3 % ด้วยมาตรการ 10 พลัส เผยปี 2569-2572 พลิกฟื้นเศรษฐกิจแบบ เติบโต ทั่วถึง มีคุณภาพ และเต็มศักยภาพ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคภูมิใจไทย กล่าวในการนำเสนอนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง ของพรรคภูมิใจไทย โดยนำเสนอแนวทางดำเนินนโยบายเศรษฐกิจจะไปต่ออย่างไรในปี 2569 – 2572 ซึ่งหากแก้ไขปัญหาต่อเนื่องจะเป็นปีแห่งการพลิกฟื้น Potential Growth คาดหมายว่าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จะเป็น 3 % พลัส จะเป็นปีแห่งการนำพาเศรษฐกิจไปสู่ การเติบโตทั่วถึง มีคุณภาพ และเติมศักยภาพ
“ผมเสนอนโยบาย นโยบาย เศรษฐกิจ 10 พลัส ประกอบด้วย 1.เติมชีวิตให้คนตัวเล็กแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เติมชีวิตให้คนตัวเล็ก 13 ล้านราย บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พลัส คนละครึ่งพลัส พันธบัตรรัฐบาล ออมพลัส ค่าไฟไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย (200 หน่วยแรก) ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ (AMC) , 2. แมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส เติมทุนให้ ค้ำประกันไว สู้ได้ทุกที่ ผู้สูงวัยพลัส ทักษะดี มีงาน มีเงิน มีคนดูแล 3.ลงทุนพลัส เพิ่มการลงทุน รัฐร่วมทุน กระตุ้นโตยาว 4.ผลิตได้ ขายออก พลัส ผลิตของที่ใช่ ขายของที่คนชอบ ตอบโจทย์ทุกคน 5. Trade พลัส ค้าขายฉลาด อัพเกรดการผลิต 6.เศรษฐกิจสีเขียว พลัส เพราะรักษ์โลกคือทางรอด และเป็นทางรวย อย่างยั่งยืน 7.ดิจิทัล AI พลัส AI ถึงมือ งานถึงตัว เงินถึงบ้าน 8.การศึกษาเท่าเทียม พลัส เรียนฟรีมีจริง มีงานเรียนฟรีทุกที่ทุกเวลา 9.สูงวัยพลัส ทักษะดี มีงาน มีเงิน มีคนดูแล 10.ไทยแลนด์ พลัส รัฐฉับไว เศรษฐกิจใหม่ คนไทยแฮปปี้
ศุภจี เปิดนโยบายการค้าสมัยใหม่ หาประโยชน์ร่วม เปลี่ยนคู่ค้าเป็นพันธมิตร บาร์เธอร์เทรด ใช้ ข้าว มันสำปะหลัง แลกซื้อเครื่องบินรบ เรือรบ และเครื่องบินพาณิชย์ พร้อมมาตรการที่จะช่วยสินค้าเกษตรไม่ตกค้าง ไม่ล้นตลาด
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ทีมเศรษฐกิจการพาณิชย์ พรรคภูมิใจไทย กล่าวในการเปิดนโยบายเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทย โดยเสนอแนวทาง “ชูเกษตรมั่นคง” โดยระบุว่า แนวทางการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ เช่น ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ เครื่องบินรบ เรือดำน้ำ เรือฟรีเกต อาวุธต่างๆ แม้กระทั่งเครื่องบินพาณิชย์ ต้องต่อรองโดยให้ซื้อข้าว หรือสินค้าการเกษตร จากประเทศไทย หลักการคือ ต้องหาประโยชน์ร่วม ไม่ใช่หาประโยชน์ฝ่ายเดียวโดยการเจรจาต่อรองให้เขาซื้อข้าว หรือสินค้าการเกษตร ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว จะเป็นช่องทางระบายสินค้าการเกษตร ไม่มีสินค้าการเกษตรตกค้าง
นอกจากนี้ นางศุภจี ยังเสนอแนวทางการแก้ปัญหาสินค้าเกษตร อีกหลายมาตรการ ประกอบด้วย การเชื่อมการค้าโลก ชูเกษตรมั่นคง ,ติดปีก SME, มุ่งอุตสาหกรรมอนาคต , ขายสินค้าภาคเกษตร มีมูลค่าสูง สนับสนุนการผลิต ให้ตรงความต้องการของตลาด เน้นพืชมูลค่าสูง ด้วยการรักษาแบรนด์ ปลูกสินค้าเกษตรท้ายไร่ที่มีมูลค่าสูงขึ้น จัดโซนการเพาะปลูก ผลิตได้ ขายออก ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน 77 จังหวัด และแนวทางเปลี่ยนคู่ค้า เป็นพันธมิตร หรือหุ้นส่วนทางการค้า นำไทยไปฝังในห่วงโซ่ อุปสงค์- อุปทาน ของประเทศที่เราจะเข้าไปอยู่กับเขา ประเทศไทยจะเป็นพันธมิตรทุกคนในโลก เช่นกรณีอินเดีย ขายสินค้าเคมีภัณฑ์ ให้เขาแปรรูปแล้วเอาไปขายต่อประเทศอื่นๆ เราจะเข้าไปร่วมผลิตกับเขา และการมุ่งอุตสาหกรรมอนาคต New S-Curve
"ซาบีดา" ชู 4 นโยบายสูงวัย พลัส จ้างงาน ได้ลดหย่อนภาษี พยาบาลอาสา สร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้ มีงานทำ มีความสุข
นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ กล่าวในการนำเสนอนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง ของพรรคภูมิใจไทย ในเรื่องสูงวัย พลัส ที่พรรคภูมิใจไทยตระหนักถึงความสำคัญต่อการรับมือกับสภาพสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ หรือ Aged Society ที่ประเทศไทยกำลังประสบอยู่ โดยพรรคภูมิใจไทย เสนอ 4 มาตรการคือ สูงวัยพลัส 1 จ้างงานผู้สูงอายุ นำมาลดหย่อนเป็นค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า สูงสุด 30,000 บาท, สูงวัยพลัส 2 สำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุดร้อยละ 50
สูงวัยพลัส 3 คือ "1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา" เพื่อดูแลผู้สูงอายุและหญิงตั้งครรภ์ จำนวน 100,000 อัตรา เงินเดือน 15,000 บาท โดยมีสัญญาจ้างงานขั้นต่ำ 4 ปี ทำงานเชิงรุก เคาะประตู ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ, สูงวัยพลัส 4 คือ สร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครอบคลุมทั่วประเทศ รองรับผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการนำที่ดินรัฐที่มีทำเลที่มีศักยภาพ มาเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนลงทุนและสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจรในระยะยาว เป็นการลดต้นทุนให้เอกชน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุลดลง อีกทั้งยังเป็นการสร้างงานสร้างอาชีพและส่งเสริมการลงทุนอีกด้วย
"60 พลัส เกษียณสำราญ มีงานทำ เป็นกำลังสำคัญของประเทศ พรรคภูมิใจไทย เชื่อมั่นว่านโยบายสูงวัยพลัสทั้ง 4 นโยบายนี้ จะทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น มีงานทำเพิ่มขึ้น และยิ้มได้พลัสขึ้นอย่างแน่นอน" นางสาวซาบีดา กล่าว
z-z1603487247937.jpg)