닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บมาก---4

“หมอชลน่าน” เสนอที่ประชุมร่วมรัฐสภาควรรับหลักการ  พร้อมขอให้ยึดร่าง “พรรคเพื่อไทย”เป็นหลัก ไม่ขัดคำวินิจฉัยของศาล รธน. แน่นอน แนะทำไทม์ไลน์ผ่านวาระ 3 ให้ชัดเจน  กลัวทำประชามติไม่ทันเลือกตั้ง   



วันที่ 14 ต.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 3ฉบับ ของพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย  เพื่อแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา156 เพิ่มหมวด15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่   นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว   สส.พรรคเพื่อไทย ร่วมอภิปรายว่า ประเด็นแรกในวาระนี้ เป็นวาระรับหลักการแห่งร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ  ซึ่งประเด็นคือ หากรับหลักการจะรับรวมทั้ง 3 ร่าง หรือแยกไปทีละร่าง  โดยตามความเห็นของตนจากที่ฟังมาหลายท่านอภิปรายสนับสนุนพร้อมรับหลักการทั้ง 3 ร่าง    เห็นควรรับหลักการและรับรวม   โดยให้พิจารณาลงมติรวมเว้นแต่ให้สมาชิกมีความเห็นค้านและเสนอญัตติให้รับร่างแยก    

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ข้อห่วงใยของเพื่อนสมาชิกในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะมีการตั้งข้อสงสัยว่าร่างของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน สุ่มเสี่ยงต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประเด็นที่อยากฟังเหตุผลประกอบ เพื่อตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับ   โดยในนามของพรรคเพื่อไทย ที่มีความกังวลเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น   ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยคำนึงถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการยกร่าง เราเน้นความสำคัญตรงนี้  โดยเฉพาะในมาตราที่เกี่ยวกับที่มาของ สสร.  เราให้ความสำคัญกับความเป็นสภา ยืนยันว่าไม่ได้มีการเลือกตั้งทางตรง  แต่เลือกผู้ที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็น สสร.  และให้สภาคัดเลือกต่อ ดังนั้น จะเกิดขึ้นเมื่อรัฐสภาเป็นผู้เลือกเท่านั้น จึงไม่ให้ประชาชนเป็นผู้เลือกโดยตรง

ส่วนข้อห่วงใยอีกเรื่อง คือ ไม่บัญญัติข้อห้ามการแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 เอาไว้   เรื่องนี้นายชูศักดิ์ ศิรินิล ได้อภิปรายในเหตุและผลไปแล้ว   โดยหากกำหนดชัดเจน   เหมือนร่างพรรคภูมิใจไทยนั้น    จะมีข้อขัดแย้งกันเองอยู่ในหมวดเดียวกัน เพราะรัฐธรรมนูญปัจจุบันเขียนไว้ชัดเจน   ว่าหากจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมในหมวด 1 และหมวด 2 เมื่อแก้ไขต้องไปทำประชามติ ความหมาย   คือ แก้ไขได้ แต่ต้องไปทำประชามติ    ดังนั้น หากเป็นข้อกังวลจริง ในชั้นคณะกรรมธิการ สามารถปรับแก้ได้ เพียงแค่บัญญัติเพิ่มเติมว่าให้นำบทบัญญัติหมวดหนึ่งหมวด 2 ในรัฐธรรมนูญปี 60 มาบัญญัติไว้ด้วย

นพ.ชลน่าน  กล่าวว่าที่กังวลว่าจะใช้ร่างไหน เป็นร่างหลักในการพิจารณา   หากรับหลักการทุกร่าง    โดยหากดูร่างของพรรคเพื่อไทย ที่คิดโดยพื้นฐานของความรอบคอบ และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ความง่าย   ไม่เกิดข้อขัดแย้ง และทำได้จริง จึงเสนอว่าหากสมาชิกรัฐสภา ใช้ร่างของพรรคเพื่อไทยเป็นร่างหลัก ในการพิจารณา   และนำทั้งสองร่างมาผสมเข้าไป จะทำง่าย เพราะเนื้อหาครอบคลุม   และที่เชื่อว่าร่างพรรคเพื่อไทยจะเป็นร่างหลักนั้น   เราสะท้อนความเป็นเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนให้มีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง และไม่ขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ   ให้ประชาชนมีส่วนร่วมทั้งภาคพื้นพื้นที่ และมาจากทุกองค์กรที่ภาครัฐ เอกชน และประชาชน  เสนอตัวแทนเข้ามา    ซึ่งรัฐสภาเป็นผู้เลือกร่างของพรรคเพื่อไทย เป็นร่างที่ยืนยันเจตนารมย์ว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ไม่ใช่การริเริ่มการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่  

 นพ.ชลน่าน  กล่าวว่า  สิ่งที่ร่างของพรรคเพื่อไทย ให้ความสำคัญกับสภาร่าง   ซึ่งในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเป็นองค์กรเป็นกลไกที่เข้าไปจัดทำรัฐธรรมนูญปี 40 ได้ดีที่สุด เพราะเขามีคณะอนุกรรมการกรรมาธิการต่าง ๆ เข้าไปรับฟังความเห็นในแต่ละสาขา และแต่ละประเด็นได้ครอบคลุม และกว้างขวางมาก

 นพ.ชลน่าน ย้ำว่า ร่างของพรรคเพื่อไทยเป็นร่างหลักจะสะดวกต่อการพิจารณา โดยหากร่างรัฐธรรมนูญตกไป เรายังเปิดโอกาสในมาตรา 256 / 21 สมาชิกรัฐสภาสามารถเสนอญัตติให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้อีก เช่น สสร. ชุดเดิม ต้องไม่มาเป็น สสร. อีก เป็นสิ่งที่เราพยายามเปิดช่องไว้ทั้งหมด

นพ.ชลน่าน  กล่าวถึงกระบวนการการพิจารณา จนถึงการทำประชามติ    ว่า หากสมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการ ไม่ได้จัดทำผังเวลาไว้ โอกาสทำประชามติ ณ วันเลือกตั้งทั่วไป จะเป็นไปไม่ได้ โดยระบุว่า หากโหวตในวาระ 3 ทันในวันที่ 8 ธันวาคม และวันที่ 12 ธันวาคม มีการเปิดประชุมสภาวิสามัญอีกครั้ง จะทำให้แก้ไขธรรมนูญได้ทัน  และเพื่อนำไปสู่การวางแผนการปฎิบัติงานไปตามวันเวลา และในวันนั้นรัฐสภาแห่งนี้ต้องเสนอการทำประชามติ ให้ครม. ไปทำประชามติคำถามที่ 1 ไปพร้อมกับคำถามที่ 2 โดยรัฐสภา ต้องร้องขอ ส่งไปให้ ครม. ในวันที่ 12 ธันวาคม ซึ่งต้องรอให้มีการโปรดเกล้าฯ จึงอยากให้บันทึกไว้เพื่อจัดทำระยะเวลาไว้ มิเช่นนั้น จะทำประชามติในวันเลือกตั้งไม่ได้

นพ.ชลน่าน ทิ้งท้ายว่า ขอให้รับร่างแก้ไขธรรมนูญทั้งหมด และการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะสำเร็จ และการแก้ไขจะจริงจังหรือไม่ ฝากคณะกรรมาธิการ ไปต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งร่างแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 15 / 1 ที่จะสะท้อน และบอกถึงความมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากที่สุด และหลีกเลี่ยง สสร. ที่มาจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือมาจากพวกใดพวกหนึ่ง ที่หวังจะกินทั่วประเทศ เราต้องต่อสู้ให้ถึงที่สุดใน กมธ. และฝากไปยังประชาชน ต้องติดตามเรื่องนี้ หากร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่ได้ สสร. มาจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และเข้าข่ายที่จะกินรวบ เราต้องต่อสู้ในนามพี่น้องประชาชน เพื่อให้ข้อมูล และหากไม่สำเร็จตั้งธงรณรงค์ บอกกับประชาชนว่าประชามติเราจะไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้