닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บมากcopyัถุึุ

“สว.เปรมศักดิ์” จี้ “แบงก์ชาติ” ไขปมบาทแข็งผิดธรรมชาติโยงฟอกเงินผ่าน “คริปโต” จ่อยื่น “กมธ.เศรษฐกิจ วุฒิฯ“เรียกสอบ ”แบงก์ชาติ–ก.ล.ต.–ปปง.“ ตั้งคำถามหนัก เงินสีเทาไหลฟอกผ่านกระดานคริปโตหรือไม่  หลังเงินบาทแข็งค่าผิดปกติ หลังมีข้อมูลชี้ USDT ครองสัดส่วนซื้อขายเกินครึ่ง

 


เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2568   นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) เปิดเผยว่า ตนเตรียมนำประเด็นค่าเงินบาทแข็งผิดปกติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ วุฒิสภา เพื่อสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าผิดธรรมชาติในช่วงที่ผ่านมา มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินทุนสีเทา หรือการฟอกเงินผ่านกระดานซื้อขายคริปโตเคอเรนซี่ในประเทศไทยหรือไม่
ซึ่งในชั้นกรรมาธิการฯ จะเสนอให้เชิญ ธปท., สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.), สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รวมถึงบริษัท บิทคับ ออนไลน์ (Bitkub) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ประกอบธุรกิจกระดานซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลรายใหญ่ของไทย เข้ามาชี้แจงข้อมูลต่อ กมธ. เพื่อสร้างความกระจ่างและปกป้องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ


ทั้งนี้  สาเหตุของข้อกังขาดังกล่าว สืบเนื่องจากการเปิดเผยข้อมูลของนักวิชาการและกูรูในตลาดทุน ที่ตั้งคำถามว่า   “เหตุใดแบงก์ชาติไม่รับรู้ แต่ ก.ล.ต.กลับมีข้อมูล” เกี่ยวกับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศ ซึ่งมีมูลค่าสูงเฉลี่ยเดือนละกว่า 1 แสนล้านบาท โดยรูปแบบการซื้อขายไม่ได้เป็นไปตามพฤติกรรมการเก็งกำไรปกติ กล่าวคือ เหรียญที่มีความผันผวนสูงอย่าง Bitcoin กลับมีสัดส่วนการซื้อขายเป็นเพียงอันดับสอง ไม่ถึง 20% ต่อวัน ขณะที่เหรียญ USDT ซึ่งเป็น Stablecoin ที่เคลื่อนไหวใกล้เคียงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ กลับมีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด



” จากข้อมูลล่าสุดจากรายงานของ ก.ล.ต. ประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 ระบุว่า USDT มีสัดส่วนการซื้อขายสูงถึง 52% ขณะที่ Bitcoin อยู่เพียง 19% เท่านั้น สอดคล้องกับความเชื่อในแวดวงตลาดทุนว่า กระดานซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยอาจถูกใช้เป็น “แหล่งฟอกเงิน” ของกลุ่มสแกมเมอร์ บ่อนพนันออนไลน์ และธุรกิจสีเทา โดยนำเงินผิดกฎหมายมาแปลงเป็น USDT ซึ่งมีมูลค่าเทียบเท่าเงินดอลลาร์สหรัฐ จากนั้นจึงแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทและโอนออกนอกประเทศได้โดยสะดวก  อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าว ทำให้มีเงินทุนจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่ระบบอัตราแลกเปลี่ยนของไทย ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าผิดปกติ โดยที่แหล่งที่มาของเงินไม่ชัดเจน ดร.ณัฐวุฒิ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเรื่องน่าประหลาดใจและน่ากังวลว่า ธปท.ระบุว่าไม่ทราบถึงที่มาของเงินทุนลักษณะนี้ ทั้งที่ ก.ล.ต.มีรายงานข้อมูลการซื้อขายดังกล่าวเป็นประจำทุกเดือน และเป็นที่รับรู้ในวงการตลาดทุนมาโดยตลอด“ สว.เปรมศักดิ์ กล่าว



นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่ออีกว่า   ทั้งนี้  มีนักวิชาการออกมาเรียกร้องให้ ธปท.เร่งแก้ไขปัญหา และจัดทำระบบการรายงานเงินเข้า–ออกในรูปแบบสินทรัพย์ดิจิทัลให้ชัดเจนและรัดกุม ตามมาตรฐานที่ธนาคารกลางในหลายประเทศใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้เสถียรภาพทางการเงินของประเทศถูกบ่อนทำลาย ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จากหลายสำนักเตือนตรงกันว่า ผลกระทบของเงินบาทแข็งจากเงินฟอกไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน แต่ส่งผลให้ต้นทุนของประเทศไทย “แพงขึ้น” เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม มาเลเซีย และญี่ปุ่น ภาคส่งออก ภาคเกษตร และการท่องเที่ยวซึ่งเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย จึงเผชิญแรงกดดันซ้ำเติม ในช่วงที่เศรษฐกิจจริงยังฟื้นตัวได้อย่างเปราะบาง   ดังนั้น คำถามสำคัญในเวลานี้จึงไม่ใช่เพียงว่า ธปท.จะสามารถสกัดการแข็งค่าของเงินบาทได้หรือไม่ แต่คือประเทศไทยจะเลือกเดินไปในทิศทางใด ระหว่างการเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือ หรือการปล่อยให้ระบบการเงินของประเทศกลายเป็นท่อผ่านของเงินสีเทาในเศรษฐกิจโลก ค่าเงินบาทที่แข็งผิดธรรมชาติในวันนี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า หากไม่เร่งรื้อโครงสร้างการกำกับดูแลทางการเงินอย่างจริงจังและบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ความเสียหายทางเศรษฐกิจอาจไม่ได้เป็นเพียงความเสี่ยงในอนาคต แต่กำลังเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน