닫기

ปกข่าวไลน์ใหม่เว็บcopy

“สภาองค์กรของผู้บริโภค” บุก สภาฯ  ยื่น 3 ร่างกฎหมาย ปัดฝุ่น เพิ่มสิทธิตามหลักสากล คุ้มครองผู้บริโภคไทย เน้นครอบคลุมการซื้อขายสินค้าออนไลน์ หลัง การละเมิดสิทธิผู้บริโภค คดีหลอกลวง ซื้อสินค้าไม่ตรงปก เพิ่มพุ่ง สูง ชี้ กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคที่ใช้อยู่ ล้าหลัง ตกยุค 


เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2567 ที่รัฐสภา สภาองค์กรของผู้บริโภค นำโดย น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค พร้อมตัวแทนเครือข่ายองค์กรฯ เข้ายื่นร่างกฎหมาย 3 ฉบับคือ พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)คุ้มครองผู้บริโภค 2. พ.ร.บ.อาหาร 3. พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า หรือกฎหมายเลมอน ลอว์ (Lemon Law) พร้อมรายชื่อประชาชนทั้งหมดรวม 71,454 รายชื่อ มอบให้นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายคัมภีร์ ดิษฐากรณ์ โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้รับแทน    โดย น.ส.สารี กล่าวว่า สืบเนื่องจากประเทศไทยมี พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค 2522 ที่เขียนไว้เมื่อ 45 ปีที่แล้ว ถึงแม้จะมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายมา 3 ครั้ง แต่สิทธิของผู้บริโภคไทย ยังถูกจำกัดไว้เพียง 5 ข้อเท่าเดิม ในขณะที่สิทธิผู้บริโภคสากลมี 8 ข้อ แต่สำหรับยุคดิจิทัล  สภาผู้บริโภคเห็นว่าสิทธิเพียง 8 ข้อ และองค์การสหประชาชาติได้รับรองให้มีการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการคุ้มครองในการซื้อขายออนไลน์ ต้องไม่น้อยกว่าการซื้อขายแบบเดิม ด้วยเหตุนี้ สภาผู้บริโภคจึงเสนอปรับเพิ่มสิทธิผู้บริโภคในกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคฉบับใหม่ เป็น 10 ข้อ เพื่อให้สิทธิผู้บริโภคไทยเท่าทันยุคสมัย และกฎหมายสามารถบังคับใช้ได้จริง ซึ่งการเสนอแก้ไขร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ฉบับสภาผู้บริโภค เน้นการปรับปรุงสิทธิผู้บริโภคให้ครอบคลุมรูปแบบการซื้อขายออนไลน์ซึ่งเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมสูงในปัจจุบัน


“นอกจากนี้ยังปรับปรุงกลไกโครงสร้างคณะกรรมการให้มีความโปร่งใส และการตัดสินข้อพิพาทให้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เป็นไปอย่างเป็นธรรมและตรงไปตรงมา ต้องยอมรับว่าวิถีการบริโภคอาหารในปัจจุบันที่เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนมากขึ้น ทั้งรูปแบบอาหาร การโฆษณา ที่มาตอบสนองต่อผู้บริโภค ยุคปัจจุบันได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งกฎหมายที่มีไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับการเติบโตของสังคม ทำให้ผู้บริโภคเสี่ยง ต่อการเผชิญอันตรายจากอาหารไม่ปลอดภัย และการโฆษณาเกินจริงมั่นใจกฎหมายจะสามารถคุ้มครองผู้บริโภคอย่างแท้จริงเป็นกฎหมายศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่เสือกระดาษที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์“ เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าว



ขณะที่นายคัมภีร์ กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องใกล้ตัว เพราะเราทุกคนถือว่าเป็นผู้บริโภคและต้องยอมรับว่ากฎหมายการคุ้มครองผู้บริโภค ล้าสมัยไม่ทันต่อการพัฒนาการการขายสินค้าและบริการ ดังนั้น การมีกฎหมายที่ทันสมัย รวดเร็วก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค มิฉะนั้นจะตกเป็นเหยื่อของผู้ผลิตและผู้ขายที่เอาเปรียบ หากกฎหมายในการแก้ไขอย่างรวดเร็วก็จะสามารถช่วยเหลือประชาชนได้เร็ว ตนจะนำเรื่องดังกล่าวไปนำเชิญต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรต่อไป