닫기

ปกข่าวไลน์ใหม่เว็บcopy

“สนธิ-อ.ปานเทพ” แท็กทีมลุยสุดซอย พร้อมทะลุกำแพง ปม “ทนายตั้ม-เจ๊อ้อย” เชื่อ มีการเตรียมเอกสารเท็จไว้สู้คดี - พบพิรุธเอกสารปลอม ปมหวยออนไลน์ ’นาคี‘ พร้อมร้องให้ดำเนินคดีเพิ่ม หากพบหลักฐาน


เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2567 ที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ นายสนธิ ลิ้มทองกุล สื่อมวลชนอาวุโส พร้อมด้วย นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต เข้ายื่นหนังสือร้องเรียน เพื่อเอาผิดมรรยาททนายความกับทนายตั้ม 

นายสนธิ เผยว่า ตนในฐานะสื่ออาวุโส ที่ผ่านโลก ผ่านการเคี่ยวเข็ญมาเยอะ รู้สึกดีใจและภูมิใจที่เราได้ช่วยกันทำให้ความจริงปรากฎ เพราะถือว่าเรื่องนี้สำคัญมากในสังคมไทย ซึ่งนัยยะของนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม ที่ประทำต่อ นางจตุพร อุบลเลิศ หรือเจ๊อ้อย ไม่ใช่แค่การฉ้อโกงหรือการฟอกเงิน แต่เป็นขบวนการของคนที่รู้กฎหมายแล้วใช้ความรู้นี้มาเอารัดเอาเปรียบคนที่ไม่รู้กฎหมาย โดยเฉพาะคนอย่างเจ๊อ้อย ซึ่งเขาบอกว่าเป็นคนต่างจังหวัดที่ถูกครอบงำ ไม่เคยรู้เรื่องรู้ราวอะไร ซึ่งตนก็ถามว่ารู้จักทนายตั้มได้อย่างไร เจ๊อ้อย ก็บอกว่ารู้จักผ่านเฟสบุ๊ค ตนมองว่ามันหมดยุคสมัยที่ทนายจะลงเฟสบุ๊คอวยตัวเอง และในขณะเดียวกันก็ไม่ได้มีคุณภาพตามที่อวย แต่เป็นการหลอกลวงทั้งหมด ที่ผ่านมาตนได้รับการร้องเรียนจากประชาชนที่โดนทนายหลอกกว่า 800 ราย ตั้งแต่จังหวัดเชียงใหม่ลงมาเรื่อยๆ  บางรายบอกว่าเป็นทนายที่ถูกไล่ออกแล้ว และมาปลอมตัวเป็นทนายอีกครั้งหนึ่ง เพื่อหลอกประชาชน ตนในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่งรับไม่ได้กับเหตุการณ์แบบนี้ และเหตุผลที่ตนออกมา เนื่องจากความยิ่งใหญ่ของนายษิทรา ในอดีตนั้นเป็นอะไรบางอย่างที่คนไม่กล้าเข้าไปแตะ แต่เขาเข้าใจตนผิด เพราะสำหรับตนแล้วไม่ว่าจะใหญ่แค่ไหนหากความอยุติธรรมเกิดขึ้น ก็ไม่รีรอที่จะดำเนินการให้เกิดความยุติธรรม 

ทั้งนี้  นางจตุพร ได้มอบอำนาจให้ตนจัดการเด็ดขาดในคดีว่าจะเอาอย่างไรให้ขึ้นอยู่กับตน และตนก็มีอำนาจในการแต่งตั้งทนายความดำเนินการเรื่องนี้ด้วย ซึ่งได้รับหนังสือมอบอำนาจมาเรียบร้อยแล้ว โดยยืนยันว่าจะไม่มีการเจรจา จะดำเนินไปจนสุดซอยตามที่ตนเคยบอก และหากซอยตันก็จะทะลุซอยนั้นออกไป ทุบกำแพงออกไปและเดินหน้าต่อ เพราะเรื่องของนางจตุพร เป็นกรอบของกระบวนการที่สร้างมาจากคนที่ฉลาดในเรื่องกฎหมาย สร้างเรื่องราว สร้างเอกสารเท็จ เพื่อเตรียมตัวสู้คดี เพราะตัวเองรู้อยู่แล้วหากโดนฟ้องจะสู้คดีอย่างไร

ด้านนายปานเทพ ระบุว่า ในส่วนของคดีความมีความคืบหน้าของหนุงสือสัญญาระหว่างนางสาวจตุพร หรือ เจ๊อ้อย กับบริษัทบริษัท อินโนไฟฟ์ จำกัด ในการจัดทำแอพพลิเคชั่นสลากออนไลน์ที่ชื่อว่า “นาคี” ซึ่งเมื่อเห็นทนายสายหยุด ซึ่งเป็นทนายความของนายษิทรา ออกรายการทีวีหลายครั้ง จึงคิดว่าน่าจะมีพิรุธที่จะจัดทำเอกสารมากกว่าต้นฉบับ ตนจึงนำเอกสารฉบับจริงออกมาให้สื่อได้ทราบว่าเอกสารฉบับนี้ถูกจัดทำขึ้นในตอนแรก โดยบริษัท อินโนไฟฟ์ จำกัด ส่งไฟล์ผ่านไลน์และอีเมลชัดเจน อีกทั้งทนายตั้ม ได้ขอประบวงเงินและขอไฟล์ต้นฉบับมาเอง แต่เอกสารฉบับที่ตนเอามานี้มีพุรุธในหน้าสุดท้าย ซึ่งมีการปรับไฟล์เอกสารก่อนจะลงนาม โดยแทนที่ตะมีสัญญาของผู้ว่าจ้าง นั่นคือ นางจตุพร และกรรมการบริษัทในแผ่นเดียวกัน แต่กลับมีพื้นที่ว่างและเลื่อนลายเซ็นไว้คนละแผ่นกัน

นอกจากนี้ นายษิทรา ไม่ได้ให้ลูกค้าทั้ง 2 ราย คือ ผู้ว่าจ้างและลูกจ้างมาพบกันแม้แต่ครั้งเดียว โดยใช้ตัวเองเป็นคนกลาง และเก็บเอกสารสัญญาทั้ง 2 ฉบับไว้กับตัวเอง รวมถึงไม่มีการเซ็นกำกับเอกสารทุกแผ่น ถือเป็นสิ่งที่ผิดวิสัยในฐานะทนายความที่ไม่แนะนำลูกความตัวเอง ไม่มีการติดอากรแสตมป์ และไม่ส่งเอกสารให้คู่ความได้รับทราบ เมื่อเป็นเช่นนี้หลังวุนที่นัดโอนเงิน เมื่อบริษัท อินโนไฟฟ์ จำกัด ไม่ได้รับเงินจึงเดินทางไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน โดยเหตุผลที่ตนไม่เปิดเอกสารก่อนหน้านี้ เนื่องจากเชื่อว่าจะมีการตัดแต่ง ทำเอกสารฉบับใหม่ขึ้นมาในสำนวนหรือไม่ และในวันนี้เมื่อนายษิทราอยู่ในกระบวนการสืบสวนสอบสวน ไม่ได้รับการประกันตัว ตนขอตั้งคำถามไว้ตรงนี้ว่า นายษิทรา  , ทนายสายหยุด ได้ส่งเอกสารสัญญาฉบับอื่นที่มีการตัดต่อไปให้ตำรวจหรือไม่ และมีการยื่นเอกสารที่ตัดข้อความบางส่วนหรือไม่ หากมีตนก็เรียกร้องให้ตำรวจดำเนินคดีเพิ่มเติม ว่า มีการตัดแต่งเอกสารขึ้นมาใหม่หรือไม่