“ศุภโชติ-วรภพ” จี้ “นายกฯ” ตอบปมอนุมัติรับซื้อไฟฟ้า 3,600 เมกะวัตต์
โพสต์เมื่อ : 20 พ.ย 2568 เวลา 6:14 น.
“ศุภโชติ-วรภพ” จี้ “นายกฯ” ตอบปมอนุมัติรับซื้อไฟฟ้า 3,600 เมกะวัตต์ แถมจ่ายแพงเกินจริง Quick Big Win ให้นายทุนหรือไม่
วันที่ 20 พ.ย.68 ที่รัฐสภานาย วรภพ วิริยะโรจน์ และ นาย ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน แถลงข่าวตั้งคําถามต่อรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล กรณีมีมติเร่งรัดการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชน ทั้งในโครงการ RE Big Lot และโซลาร์ฟาร์มชุมชน รวมกว่า 3,600 เมกะวัตต์ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทั้งที่ประเทศไทยมีไฟฟ้าสํารองล้นระบบอยู่แล้ว การเดินหน้ารับซื้อไฟเพิ่ม ซึ่งอาจจะทำให้ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นในระยะยาว โดยไม่มีความจําเป็น ทําให้เกิดข้อสงสัยว่าแท้จริงแล้วรัฐบาลทําเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและกลุ่มการเมืองกันแน่
นายศุภโชติ กล่าวว่า ตั้งแต่ที่รัฐบาลชุดใหม่นี้ได้มีการแถลงนโยบาย ตนหวังว่ารัฐบาลชุดนี้จะไม่สร้างปัญหาเพิ่ม ไม่สร้างภาระต้นทุนใหม่ ไม่สร้างภาระต้นทุนที่ผูกพันค่าไฟกับประชาชนในระยะยาว แต่ในโครงการแรกที่มีการรับซื้อไฟฟ้าขนาด 2,100 เมกะวัตต์ โครงการ RE Big Lot ที่เป็นปัญหาคาราคาซังมาตั้งแต่รัฐบาลก่อน ซึ่งเคยมีมติชะลอการรับซื้อเพราะราคารับซื้อสูงเกินไปและควรเจรจาใหม่ แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นรัฐบาลอนุทิน มติที่ออกมากลับเป็นการ "เดินหน้าต่อในราคาเดิม" ที่ 2.1679 บาทต่อหน่วย โดยไม่ยอมลดราคาแม้แต่สตางค์เดียว ทั้งที่ต้นทุนโซลาร์เซลล์ทั่วโลกวันนี้ลดลงมากแล้ว การเดินหน้า ตามราคานี้เท่ากับล็อกภาระต้นทุนให้ประเทศไปอีกกว่า 25 ปี และจะถูกส่งกลับมาในรูปแบบค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่ายแพงขึ้นโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ และรัฐบาลยังเปิดรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มอีก 1,500 เมกะวัตต์ ในชื่อ "โซลาร์ฟาร์มชุมชน" ทั้งที่โครงสร้างของโครงการยังเป็นการลงทนโดยทุนใหญ่เหมือนเดิม ส่วนชุมชนยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีบทบาทในการบริหารหรือขายไฟฟ้าจริงอย่างไร และที่สําคัญคือราคารับซื้อไฟฟ้าถูกกําหนดไว้สูงถึง 2.25 บาทต่อหน่วย แพงขึ้นกว่าโครงการ RE Big Lot ดังนั้นจะกลายเป็นภาระที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมกันแบกรับ ทั้งที่ไฟฟ้าของประเทศมีมากเกินพออยู่แล้ว
นายศุภโชติ ยังตั้งคำถามไปถึงรัฐบาลว่า"ที่ตั้งชื่อ โรงไฟฟ้าชุมชน สรุปแล้วชุมชน ได้ประโยชน์อะไรจากโครงการนี้" ซึ่งทั้งสองโครงการนี้ มีเพียงนายอนุทิน นายกรัฐมนตรีในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการนโยบาย พลังงานแห่งชาติ ที่มีอำนาจเต็มจะหยุดโครงการเหล่านี้ได้
ด้านนาย วรภพ มองว่าปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในประวัติศาสตร์การเมืองพลังงานไทย ก่อนการเลือกตั้งในเดือนมีนาคม 2562 ในเดือนมกราคมปีนั้นมีการอนุมัติโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ 1,940 เมกะวัตต์ให้กับเอกชนโดยไม่มีการเปิดประมูล ต่อมาก่อนการเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคม 2566 ใน เดือนเมษายนปีเดียวกัน ก็มีการประกาศรายชื่อเอกชนที่ได้รับคัดเลือกรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 5,200 เมกะวัตต์ (RE Big Lot) และโครงการโซลาร์ชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ ที่เพิ่งอนุมัติในเดือน ตุลาคม 2568
นายวรภพ ยังกล่าวอีกว่า ทั้งหมดเหมือนเป็นหนังม้วนเดิม แทบทุกครั้งก่อนมีการเลือกตั้ง รัฐบาลในเวลา นั้นมักมีนโยบายอนุมัติ "ซื้อไฟฟ้าเพิ่ม" ตามออกมาอย่างต่อเนื่องราวกับเป็นธรรมเนียมทางการเมือง มากกว่าการวางแผนพลังงานเพื่อความมั่นคงของประเทศ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจสะท้อนรูปแบบการ "แจกโรงไฟฟ้า" ให้กลุ่มทุนที่มีบทบาทในการสนับสนุนทางการเมือง ซึ่งทํากันมาทุกยุคทุกสมัย แต่ ประชาชนคือผู้ที่ต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นเป็นสิบๆปี ทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อปัญหา ทําให้ต้องตั้งคําถามต่อรัฐบาลอนุทิน ว่า"การเร่งรับซื้อไฟฟ้าเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะความจําเป็นทาง พลังงาน หรือเพราะความจําเป็นทางการเมืองกันแน่"
นาย วรภพ ย้ำว่า อยากให้ประชาชนร่วมกันคัดค้านนโยบายของรัฐบาลอนุทิน หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าเช่นนี้ "Quick Big Win" ที่ประกาศไว้ จะไม่ใช่ชัยชนะของประชาชน แต่จะเป็น "Quick Big Win ของกลุ่มทุนพลังงาน" ขณะที่ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นโดยไม่สามารถเลือกอะไรได้เลย พรรคประชาชนเสนอให้รัฐบาลชะลอการลงนามสัญญา โครงการใหม่ทั้งหมดจนกว่าจะมีการทบทวนแผนพลังงาน PDP ฉบับใหม่อย่างโปร่งใส พร้อมปรับรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าให้เอื้อประโยชน์ต่อประชาชน ไม่ใช่กลุ่มทุนเพียงไม่กี่ราย
z-z1603487247937.jpg)