닫기

ปกข่าวไลน์ใหม่เว็บ-Recovered

“ศิริกัญญา” เสนอแนวทาง 3R แบบที่สหรัฐทำแก้ศก.ปี1930 จี้ “เยียวยา-กระตุ้น-ปฏิรูป” มองควรชะลอ “เงินดิจิทัล” ไว้ก่อน เตือนอย่าลืม “สิทธิมนุษยชน-ตปท.” ย้อนกลับมากระแทก ศก.

 

เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2568 ที่โรงแรมโนโวเทล กิจกรรมผู้นำฝ่ายค้านฯ พบประชาชน ในเวทีเสวนาหัวข้อ แนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปี 2568 รับมือกำแพงภาษีและสงครามการค้า นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า กำแพงภาษีนี้เป็นวิกฤติที่ส่งผลกระทบภายในประเทศแน่นอน และเพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการใช้วิกฤติครั้งนี้ปรับปรุงประเทศ ตนขอเสนอแนวทาง 3 R ซึ่งเป็นแนวทางที่สหรัฐใช้รับมือตอนภาวะตลาดหุ้นดิ่งลงเหว หรือ Great Depression เมื่อปี 1930 ตนคิดว่ากรอบนี้ยังใช้เมื่อเกิดวิกฤติ

 

R ตัวแรกคือ Relief การเยียวยาผลกระทบเฉพาะหน้า ต้องเยียวยาให้กับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ เท่าที่เห็นมีการออกมาตรการนโยบายเงินกู้ 5 แสนล้าน พร้อมยกตัวอย่างประเทศอื่น เช่น ฮ่องกง มีการขยายเวลาชำระเงินคืน นอกจากนี้ ยังมีหลายประเทศที่ทำเรื่องสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ Soft Loan เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ไต้หวัน ซึ่งจุดที่น่าสนใจ หลายคนออกมาบอกว่า Soft Loan ไม่ช่วยอะไรในช่วงที่มีความเสี่ยง หรือแม้จะมีซอฟต์โลนแล้ว ธนาคารอาจจะไม่ปล่อยกู้

 

นางสาวศิริกัญญา ยังกล่าวอีกว่า สิ่งที่อยากเห็นตอนนี้คือ R ตัวที่สอง ได้แก่ Recovery เป็นการการกระตุ้นการบริโภค โดยทางสภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติได้เตรียมแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เพื่อเตรียมอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เน้นในเรื่องระบบแหล่งน้ำในชุมชน เพื่อส่งเสริมภาคการเกษตร ซึ่งเราเห็นด้วย แต่ที่ไม่เห็นด้วยคือการที่รัฐบาลจะกระตุ้นการบริโภคในไตรมาส 2 ด้วยดิจิทัลวอลเล็ต เราคิดว่าในเวลานี้ ที่ยังไม่รู้ว่าผลกระทบจะหนักขนาดไหน การเจรจาจะสำเร็จผลแค่ไหนก็ยังไม่ทราบ ควรจะสงวนเอาไว้ในเรื่องที่จำเป็นจริงๆ การกระตุ้นการบริโภคในตอนนี้คงยังไม่เหมาะ

 

ส่วน R ตัวที่สาม ได้แก่ Reform การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ที่เราไม่สามารถอยู่แบบเดิมได้ภายใต้ระเบียบการค้าโลกใหม่ เรื่อง Reform จะไม่ได้ผล ถ้าคนยังไม่เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะไปต่อได้ เพราะเราก็โตต่ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ถ้าเราทำแค่เฉพาะหน้าหรือระยะสั้น เราก็จะสูญเสียโอกาสในวิกฤติครั้งนี้ไปเปล่าๆ นั่นคือการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศ ที่ผ่านมาเรามักจะพูดว่าไม่มีเงิน แต่ครั้งนี้เป็นโอกาสที่เราจะใช้เม็ดเงินครั้งใหญ่ ทุ่มทำโครงการที่เรายับยั้งไว้ ซึ่งเราอยากให้มุ่งเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานระดับย่อย การที่ปรับปรุงคุณภาพชีวิตประชาชนไปในคราวเดียวกันด้วย โดยไม่ต้องรอให้เศรษฐกิจดีก่อน เช่น ภาคการเกษตร สิ่งที่ตนอยากเน้นย้ำคือการปฏิรูปภาครัฐ โครงการเศรษฐกิจจะไม่สำเร็จ ถ้ายังไม่มีการปฏิรูปภาครัฐ เรื่องแรกคือตั้งศูนย์กลางการตัดสินใจ รวมถึงการสื่อสารที่ภาครัฐยังไม่ค่อยเป็นเอกภาพ ซึ่งตอนนี้การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา สม่ำเสมอ เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่นและลดความสับสน เพราะตอนนี้แนวทางการสื่อสารของรัฐมนตรีแต่ละคนไม่ตรงกัน ไม่รู้จะเชื่อใคร ทั้งหมดต้องใช้กลไกภาครัฐในการขับเคลื่อนร่วมกัน ซึ่งนโยบายการเงินการคลังถึงเวลาแล้วที่จะต้องทำให้สอดคล้องกัน ถึงเวลาแล้วที่จะเอากระสุนทั้งหมดที่เคยตุนออกมาใช้ ต่อมาคือการปรับเปลี่ยนกลไกของการให้แรงจูงใจ เช่น คนที่กำลังตกงาน อาจจะเพิ่มเงินให้คนว่างงาน แต่ต้องเพิ่มเงื่อนไขให้เข้าฝึกอบรมทักษะ และสุดท้ายจะต้องปรับปรุงกฎระเบียบภาครัฐที่เป็นอุปสรรคทางด้านการค้า การธุรกิจ เพื่อให้ทำได้อย่างคล่องตัว

 

นอกจากนี้อย่าลืมเรื่องประเด็นการเมือง สิทธิมนุษยชนและการต่างประเทศ วันนี้กลับมากระแทกเศรษฐกิจได้อย่างที่เราไม่คาดคิด นอกเหนือจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน คือแรงกดดันจากสหภาพยุโรป ทั้งหมดนี้สามารถทำควบคู่กันไปได้โดยไม่ต้องรอ สุดท้ายแล้วเราจะมีความพร้อมหรือไม่ ท้ายที่สุดแพ็คเกจใหญ่ ถ้าครอบคลุมทั้งเยียวยา กระตุ้น และปฏิรูป อาจจะต้องใช้เงินมากกว่า 5 แสนล้าน และใช้เวลามากกว่า 1-2 ปี พร้อมมองการกู้ 5 แสนล้านเป็นภาพลวงตาทั้งสิ้น หากจบปีงบประมาณ หนี้สาธารณะจะอยู่ที่ 66% ซึ่งเราจะกู้ได้เพียงแค่ 7.8 แสนล้าน ถ้าเรากู้ 5 แสนล้าน ก็จะเจอกับดักงบปี 2569 ที่จะต้องมีการกู้เพิ่มเพื่อชดเชยขาดดุลอยู่ดี ดังนั้นก็จะชนเพดาน 69% ตนไม่ได้เชียร์รัฐบาล แต่คือสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ที่เรามีความจำเป็นที่จะต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะให้มากพอที่จะใช้ในสถานการณ์ความเป็นจริง ไม่เช่นนั้นจะไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะใช้เยียวยา กระตุ้นและปฏิรูปประเทศ ดังนั้นเรามาเชียร์รัฐบาลให้เสนอแผนแก้ไข ทางอื่นไม่มีแล้ว นอกจากปฏิรูปโครงสร้างประเทศ